ไซซะนะแค่หางแถว! ปปส.จับแก๊งยาไอซ์ระดับโลก-แฉดาราไทยเอี่ยวเพียบ

ไซซะนะแค่หางแถว! ปปส.จับแก๊งยาไอซ์ระดับโลก-แฉดาราไทยเอี่ยวเพียบ


"ป.ป.ส.-ปส."ทลายเครือข่ายยาไอซ์ระดับโลก ขนผ่านเหนือลงใต้ไปมาเลเซีย ยึดอายัดทรัพย์กว่า 70 ล้านบาท พบเปิด 16 บริษัทภาคใต้ฟอกเงิน ขณะที่ "ผบช.ปส." จ่อหมายจับเครือข่ายอีกนับพันคน พร้อมลุยขยายผลล่า "ดารา" พัวพันเครือข่าย "ไซซะนะ" ด้าน "แพท ณปภา" พบ ป.ป.ส. แจงไม่รู้ที่มาเงิน 1.9 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าขยายผลกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดของแก๊งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จับกุมแก๊งค้ายาไอซ์รายใหญ่ระดับโลก จนชนิดที่ว่าแก๊งของ "ไซซะนะ แก้วพิมพา" พ่อค้ายาเสพติดชาวลาวที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ กลายเป็นแก๊งระดับหางแถวไปทันที และที่สำคัญยังพบข้อมูลด้วยว่า มีศิลปินดาราของไทยจำนวนมาก เข้าไปมีส่วนพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดรายได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งด้วย

โดยเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วยนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. , พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) , พล.ต.ต.ศุภกิจ ศรีจันทรนนท์ รอง ผบช.ปส. และ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการตามแผนยุทธการบูรณาการตัดวงจรทางการเงินเครือข่ายยาเสพติดครั้งที่ 5/2560 "เครือข่ายไอซ์ข้ามชาติ" ตามแผนปฏิบัติการ "ชัยยะ สยบไพรี 60/3" ในการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ 9 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รวมพื้นที่เป้าหมาย 54 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 4 คน ยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท

นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย เป็นเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติมีนายเซียง หมี่ ซื่อ หรือเก็กกอ หรือจิมมี่ สัญชาติไต้หวัน , นายตัน ฮัน เซียง หรือนายอาตัน สัญชาติมาเลเซีย , น.ส.วิภารัตน์ การดี สัญชาติไทย และนางวลัยพรรณ เพ็ชรพงษ์ หรือเจ้ฟ่ง หรือฟ่งเจี่ย สัญชาติไทย ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งยึดอายัดทรัพย์สิน 36 รายการ มีเงินสด 30 ล้านบาท บัญชีเงินฝาก 17 บัญชี บ้าน รถยนต์ ทองรูปพรรณ เครื่องประดับ รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดประมาณ 50 ล้านบาท อีกทั้งเมื่อวันที่ 29 มี.ค.2559 ได้จับกุมนายชาง คิม ซุย และนายลิม เยียน ฮูล ผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย 2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ 282 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดอายัดในคดีนี้ประมาณ 70 ล้านบาท

ด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า สำหรับปฏิบัติการฯครั้งที่ 5/2560 เป็นการดำเนินการร่วมกันของ 10 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้กฎหมายหลายตัวเพื่อจัดการกับเครือข่ายนี้ หลังจากนี้จะขยายผลการสืบสวนต่อไป ซึ่งเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เข้าไปเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งจะให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมถึงกฎหมายของกรมสรรพากรด้วย

ส่วน พล.ต.ต.ศุภกิจ กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวจะขนยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทางภาคเหนือของไทย และลงไปสู่ภาคใต้ จากการสอบสวนผู้ต้องหา 2 ราย ให้การซัดทอดว่าเป็นของนายตัน ซึ่งอาศัยอยู่ที่หาดใหญ่ โดยวิธีการจะลำเลียงยาใส่รถเซฟขนยาไอซ์สามารถบรรจุยาไอซ์ได้ครั้งละ 100-300 กิโลกรัมต่อคัน ผ่านช่องทางด่านสะเดา จ.สงขลา เพื่อเข้าไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งราคายาไอซ์จากภาคเหนือราคากิโลกรัมละ 1 ล้านบาท ถึงภาคใต้ราคากิโลกรัมละ 3 ล้านบาท เมื่อผ่านถึงมาเลเซียราคากิโลกรัมละ 5 ล้านบาท หากขนผ่านไปถึงไต้หวันราคาต่อกิโลกรัมจะมีมูลค่าเพิ่มถึง 10 เท่าตัว

"สำหรับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกลุ่มนี้ เน้นกระทำผิดกฎหมายค้ายาเสพติด และยังพบด้วยว่าได้นำเงินเข้าประเทศไทยด้วยการเปลี่ยนสกุลเงินไต้หวันเป็นเงินบาท มาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน 2,400 ล้านเหรียญไต้หวัน และเป็นไปได้ว่าอาจมีการนำเงินเข้ามาฟอกมากกว่าจำนวนเงินที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ" พล.ต.ต.ศุภกิจ กล่าว

ด้าน พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า เครือข่ายยาไอซ์ดังกล่าวเป็นรายใหญ่ระดับโลก มีเงินหมุนเวียนหลายพันล้านเหรียญ โดยนายไซซะนะ รวมทั้งนายสีสุก ดาวเฮือง ผู้ต้องหาชาวลาวที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ เป็นเพียงตัวการรายย่อยขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว จากการสืบสวนยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการฟอกเงินโดยการเปิดบริษัทต่างๆในพื้นที่ภาคใต้อีก 16 บริษัท เป็นประเภทกิจการปล่อยเงินกู้ สถานบันเทิง คาราโอเกะ การท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท และอสังหาริมทรัพย์ จากการตรวจสอบไม่พบการจ่ายภาษีรายได้ประจำปีแต่อย่างใด คาดว่าเป็นการลงทุนอำพรางเพื่อฟอกเงินจากการค้ายาเสพติด ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด เพื่อดำเนินการต่อไป

"เครือข่ายยาไอซ์ดังกล่าวยังมีคนเกี่ยวข้องอีกจำนวนพันคนที่จะถูกหมายจับหลังจากนี้ โดยมีศิลปิน ดาราเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ด้วย การสอบสวนคดีนายไซซะนะในเร็วๆนี้จะมีความชัดเจน คนที่บอกว่าไม่เกี่ยวข้องการฟอกเงินกำลังจะโดนด้วย คนพวกนี้ใช้ชีวิตสุขสบายมามากพอแล้ว ถึงเวลาต้องกินข้าวร้อนนอนคุกเสียที" พล.ต.ท.สมหมาย กล่าว

วันเดียวกัน ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ณปภา ตันตระกูล หรือ "แพท ณปภา" ดารานักแสดงชื่อดัง พร้อมทนายความส่วนตัว ได้เดินทางเข้าให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เพื่อชี้แจงที่มาของเงินในบัญชีจำนวน 1.9 ล้านบาท ที่นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ "เบนซ์ เรซซิ่ง" สามีซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีสนับสนุนการฟอกเงินเครือข่ายของนายไซซะนะ ได้โอนให้ น.ส.ณปภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ณปภา ขับรถยนต์ส่วนตัวยี่ห้อ BMW สีขาว ทะเบียน 5 กท 411 กรุงเทพมหานคร มาเพียงลำพัง โดยมีนายอาคม คงสวัสดิ์ ทนายความมารอรับ เจ้าตัวมีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีท่าทีวิตกกังวล โดยขอให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังเข้าให้ปากคำแล้วเสร็จ

ภายหลังให้ปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง น.ส.ณปภา ให้สัมภาษณ์ว่า เดินทางมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตามปกติและไม่ได้รู้สึกหนักใจ ซึ่งได้ตอบคำถามในประเด็นที่เจ้าหน้าที่สงสัย พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของเครือข่าย นายไซซะนะ อย่างแน่นอน และตนไม่ทราบเกี่ยวกับการทำธุรกิจของสามีว่าทำธุรกิจอะไรบ้าง ร่วมทำกับใคร และสามีก็ไม่เคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้ฟัง ซึ่งตนทราบเพียงว่าสามีเปิดร้านขายอะไหล่ตกแต่งรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ และรับงานอีเว้นท์บางอย่างเท่านั้น แต่ยอมรับว่าส่วนตัวรู้จักกับนายณัฐพล นาคคำ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดเครือข่ายไซซะนะ เพราะเป็นเพื่อนของสามี โดยสามีได้ส่งรูปลูกมาให้กำลังใจระหว่างให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ด้วย

ด้านนายอาคม กล่าวว่า การเข้าให้ปากคำในครั้งนี้เป็นการให้ข้อมูลต่อจากเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้ได้ชี้แจ้งเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สินของ น.ส.ณปภา ว่า ได้มาอย่างไร ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการแสดงละคร และการออกงานต่างๆ ส่วนเงิน 1.9 ล้านบาท เป็นเงินของเบนซ์ ที่โอนให้ น.ส.ณปภา จึงไม่สามารถชี้แจงได้ว่าเงินได้มาอย่างไร ส่วนการให้ข้อมูลในวันนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าตอบข้อสงสัยทุกประเด็น แต่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. จะสิ้นข้อสงสัยหรือไม่ต้องให้เป็นผู้พิจารณา พร้อมยืนยันว่าให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี หากมีการประสานเข้ามาในการชี้แจ้งประเด็นต่างๆเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา น.ส.ณปภาได้เข้าให้ข้อมูลต่อตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) โดยยอมรับว่าเงินจำนวน 1.9 ล้านบาท เป็นเงินที่นายอัครกิตติ์โอนให้ในฐานะที่เป็นภรรยา และได้โอนคืนให้นายอัครกิตติ์ 4-5 แสนบาท ส่วนเงินในบัญชีที่เหลือประมาณ 1.5 ล้านบาท น.ส.ณปภา ยินยอมให้มีอายัดไว้ตรวจสอบแล้ว

Cr::naewna


เครดิต :
 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์