ย้อนรอยคดี!! เปมิกาฉ้อโกงหมอประกิตเผ่า

ย้อนรอยคดี!! เปมิกาฉ้อโกงหมอประกิตเผ่า

คุก4ปีครึ่งเปรมมิกาฉ้อโกงหมอประกิตเผ่า
ศาลฟัน“เปมิกา” อดีตเพื่อนสาวหมอเผ่าจำสั่งคุก 10 กระทง เจ้าของสถาบันกวดวิชาชื่อดัง ฉ้อโกง - พยายามฉ้อโกง 4 ปี 6 เดือน หลัง อาศัยความศรัทธาพุทธศาสนาพาหมอเผ่าให้หลงเชื่ออดีตชาติ ลวงเงินกว่า 8 ล้าน ขณะที่เพื่อนนักศึกษา 3 คน โดนจำคุก 10 กระทงคนละ 3 ปี ปรับคนละ 2.7 หมื่น ฐานร่วมกันสนับสนุนให้ความสะดวก ขณะที่ให้ร่วมชดใช้เงินกว่า 8 ล้านคืนหมอเผ่า
ที่ห้องพิจารณาคดี 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 26 ต.ค. 53 เวลา 14.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษา คดีดำที่ อ.4543/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และ รศ.เพลินจิต ทมทิตชงค์ มารดา ของ นพ.ประกิตเผ่า เจ้าของสถาบันกวดวิชาแอพพลายด์ ฟิสิกส์ ผู้เสียหาย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.เปมิกาหรือศิวพร หรือสิริรัษสิริ หรืออุ๋ย วีรชัชรักษิต หรือเหลืองเรณูกุล อายุ 28 ปี , น.ส.ฤทัย หรือแนน รุ่งสิริเมธากุล อายุ 26 ปี , นายณัฐพล หรือภาสยภูริณฐ์ หรือตั้ม พรมประไพ อายุ 31 ปี , นายวทัญญู หรือปุ้ย ตันธีระพงศ์ อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนนักศึกษา น.ส.เปมิกา ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 , 342 , 83 , 81
  โดยฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 20 ส.ค.50 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อเดือน ต.ค. 49 - ก.พ. 50 นพ.ประกิตเผ่า ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีความอ่อนแอแห่งจิต มีความผิดปรกติทางด้านภาวะจิตใจ เป็นโรคจิตอารมณ์แปรปรวน มีความหลงผิดแยกไม่ได้ว่าข้อมูลใดเป็นจริงข้อมูลใดเป็นเท็จ ขาดความยับยั้งชั่งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้อื่นชักจูง ได้หลงเชื่อตามคำหลอกลวงและการสร้างสถานการณ์ของจำเลยทั้งสี่ โดยเข้าใจว่าตนเองสามารถนั่งสมาธิจนสำเร็จญาณขั้นสูง สามารถระลึกชาติ ถอดจิตได้ มีอำนาจจิตที่บุคคลธรรมดาไม่ สามารถจะทำได้ และยังเชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีความสามารถนั่งสมาธิจนสามารถเข้าสู่ฌานและสามารถระลึกชาติได้เช่นกัน โดยพวกจำเลยได้ร่วมกันสร้างสถานการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้เข้าใจว่า จำเลยที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 เคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน 99 ภพชาติที่ผ่านมามีหนี้กรรมต้องชดใช้ในชาตินี้ จึงขอให้ผู้เสียหาย ซื้อรถยนต์โตโยต้าแคมรี่ สีดำมูลค่า 1,569,000 บาทให้จำเลยที่ 1 และมอบเงินจำนวน 980,000 บาท เพื่อซื้อแผ่นป้ายทะเบียน สห-9999 รวมทั้งซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์และทรัพย์สินอื่นรวม 10 รายการ มูลค่า 9,658,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน , แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร , ตำบลงามวงศ์วาน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี , ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เกี่ยวพันกัน โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ย้อนรอยคดี!! เปมิกาฉ้อโกงหมอประกิตเผ่า

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า พยานโจทก์มี โจทก์ร่วม , ผู้เสียหายที่ 1, นางอลิสา ภรรยา นพ.ประกิตเผ่า ผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความถึงการเปลี่ยนแปลงของ นพ.ประกิตเผ่า ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตหมกมุ่นนั่งสมาธิและถอนจิตไปยังสถานที่ต่างๆได้ จนคิดว่าตนเป็นผู้มีอำนาจวิเศษบรรลุโสดาบัน เคยเป็นขุนศึกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และมีอาการหวาดระแวงว่าจะมีผู้อื่นมาทำร้ายจนมารดาและพี่ชายเกรงว่าจะเกิดอันตรายจึงต้องวางแผนนำ นพ.ประกิตเผ่า ผู้เสียหายที่ 1 เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ที่เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันสร้างสถานการณ์จนได้ทรัพย์สินไปมูลค่า 9 ล้านบาทเศษ ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวเป็นรายได้ส่วนกลางของครอบครัวที่ได้มาจากสถาบันกวดวิชา
นอกจากนี้โจทก์ยังมีแพทย์จากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ผู้ให้การรักษา เบิกความสอดคล้องกับพยานข้างต้นว่า ได้เริ่มรักษา นพ.ประกิตเผ่า ผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่เดือนมี.ค. - พ.ค.50 โดยมีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจพบว่าเป็นโรคอารมณ์ 2 ขั้ว คิดว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ ถ้าได้รับการกระตุ้นจากภายนอกแล้วเกิดอาการคุ้มคลั่งก็จะกลายเป็นโรคจิต ซึ่งศาลเห็นว่าพยานโจทก์ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดจะสังเกตอาการผิดปกติได้ดี และอาการดังกล่าวมีผลกระทบต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงาน หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีอาการดังกล่าวก็ไม่น่าจะมาเบิกความทำให้เสื่อมเสีย ส่วนพยานที่เป็นแพทย์ก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคู่ความและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าเบิกความไปตามขั้นตอนการรักษาจึงไม่น่าเชื่อว่าพยานจะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย

ย้อนรอยคดี!! เปมิกาฉ้อโกงหมอประกิตเผ่า

ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าหลังจากจำเลยทั้ง 4 ได้รู้จักและทราบว่าผู้เสียหายที่ 1 มีความเชื่อในพุทธศาสนาจึงร่วมกันสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายที่ 1 เชื่อว่าเป็นผู้วิเศษ เป็นขุนศึกพระนเรศวร อดีตชาติเคยเป็นสามีภรรยา 99 ภพ ผู้เสียหายที่ 1 เคยเผาบ้านของจำเลยที่ 1 มีภาระที่จะต้องชดใช้ทรัพย์สินคืนเพื่อให้บรรลุโสดาบัน และผู้เสียหายที่ 1 กำลังถูกปองร้ายจึงต้องจ้างผู้มารักษาความปลอดภัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ไม่เคยสร้างสถานการณ์เพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สิน ที่ผู้เสียหายที่ 1 มอบให้นั้นมอบให้ด้วยความเสน่หาในลักษณะชู้สาวที่พัฒนามาจากความรักนั้น หากเป็นเรื่องจริงจำเลยที่ 1 น่าจะมีพยานหลักฐานมายืนยัน เห็นว่าเป็นการเบิกความลอยๆ ซึ่งจำเลยทั้ง 4 เป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆนั้นไม่มีอยู่จริง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อเอาทรัพย์สินผู้อื่น
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ได้ทรัพย์สินไปมากน้อยเพียงใด เห็นว่า จากการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 ทำให้ได้ให้ได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 1 รวม 7 รายการ คือ ให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกเงินในบัญชีธนาคารซึ่งเป็นเงินที่มาจากรายได้ของครอบครัว จำนวน 1,560,000 บาท ซื้อรถยนต์แคมรี่ และจำนวน 980,000 บาท ซื้อป้ายทะเบียนเลขสวย 2.นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ มูลค่า 245,000 บาท 3. แหวนเพชร มูลค่า 145,000 บาท 4.อาวุธปืน 2 กระบอก ที่ซื้อให้จำเลยที่ 1 ป้องกันตัวโดยมอบให้จำเลยที่ 3 และ 4 ไว้ รวมเป็นเงิน 130,000 บาท 5.ค่าเช่าคอนโดมิเนียมโนเบิลไลฟ์ที่เช่าให้จำเลยที่ 1 พักอาศัยเนื่องจากถูกหลอกว่าเมื่อชาติที่แล้วผู้เสียหายที่ 1 ได้เผาบ้านจำเลยที่ 1 ไป มูลค่า 150,000 บาท 6.เงินมัดจำซื้อบ้านโครงการ มูลค่า 250,000 บาท และ7.เงินจำนวน 4,568,000 บาท ที่นำไปซื้อแคชเชียร์เช็คจำนวน 33 ฉบับ โดยจำเลยที่ 1 นำไปเข้าบัญชีตัวเองและชำระหนี้ให้มารดา ส่วนทรัพย์สินอีก 3 รายการประกอบด้วยสร้อยคอและพระเลี่ยมทอง, ค่าย้ายคณะของจำเลยที่ 1 จากคณะอักษรศาสตร์ไปคณะจิตวิทยา และค่าเช่าคอนโดผู้รักษาความปลอดภัย นั้นโจทก์ไม่พยานหลักฐานเพียงพอ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกง ม.341 ประกอบ ม.30 แต่ไม่ผิดฐานฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอเพราะผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้มีอาการผิดปกติมาตั้งแต่ต้นแต่เป็นการหลอกลวงโดยการสร้างสถานการณ์
  ส่วนจำเลยที่ 2-4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดหรือไม่เห็นว่าจากพยานหลักฐานที่นำสืบไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2-4 ได้รับทรัพย์สินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับจากผู้เสียหายที่ 1 แต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2-4 เป็นการร่วมการอาศัยความเชื่อสร้างสถานการณ์ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อ จึงเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวก ไม่ใช่การแบ่งหน้าที่กันทำเสมือนเป็นตัวการร่วม จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกง ตาม ม.341 ประกอบ ม.30, 80, 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ


พิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกง 7 กระทงๆ ละ 6 เดือน ฐานพยายามฉ้อโกง 3 กระทงๆละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 54 เดือน หรือคิดเป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน
 ให้จำคุกจำเลยที่ 2-4 ฐานสนับสนุนการฉ้อโกง 7 กระทงๆละ 4 เดือน ปรับกระทงละ 3,000 บาท และฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นพยายามฉ้อโกง 3 กระทงๆละ 2 เดือน 20 วัน ปรับกระทงละ 2,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2-4 เป็นเวลาคนละ 34 เดือน 60 วัน หรือคิดเป็นเวลา 3 ปี และปรับคนละ 27,000 บาท แต่จำเลยที่ 2-4 ประกอบอาชีพการงานมั่นคงและไม่เคยต้องโทษอาญามาก่อน พฤติการณ์เป็นเพียงผู้สนับสนุนโทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้กระทงละ 2 ปี และให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันคืนทรัพย์สินจำนวน 8,035,387 บาทคืนให้กับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายด้วย
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การฟังคำพิพากษาวันนี้ น.ส.เปมิกา เดินทางมาพร้อมกับมารดา โดยมีสีหน้าเซื่องซึมเดินก้มหน้า โดยกล่าวเพียงว่ามั่นใจพยานหลักฐานที่นำสืบ ขณะที่เมื่อฟังคำพิพากษาแล้ว น.ส.เปมิกา ตาแดงคล้ายน้ำตาคลอเบ้า โดยได้มอบหมายให้นายอภิชาต จรสาย ทนายความ ยื่นหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน มูลค่า 2.65 ล้านบาทเศษเพื่อขอประกันตัวซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

เครดิต :
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์