
รพ. เปิดไทม์ไลน์ทารก 5 วันดับ ถ้าไม่ผิดไม่ฟ้องกลับ
หน้าแรกTeeNee ที่นี่ข่าววันนี้, ข่าวหน้าหนึ่ง etc รพ. เปิดไทม์ไลน์ทารก 5 วันดับ ถ้าไม่ผิดไม่ฟ้องกลับ

กรณีพ่อวัย 40 ปีและแม่วัย 36 ปี เข้าร้องเรียนกับทางมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี หลังคลอดลูกชายก่อนกำหนดโดยการผ่าคลอด มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม และพบว่าปอดติดเชื้อต้องเข้ารักษาในห้องไอซียูเด็ก โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง
โดยระหว่างที่เข้าทำการรักษาได้มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน จำนวน 5 โต๊ะ ภายในห้องไอซียูเด็ก ซึ่งมีเด็กที่เพิ่งคลอดประมาณ 5 คน รวมอยู่ในห้องนั้น รวมทั้งลูกของพ่อแม่ที่มาร้องทุกข์ ที่เพิ่งผ่าคลอดได้ 5 วัน มีภาวะความดันในปอดสูง ซึ่งหมอแจ้งว่าปลอดภัยแล้ว
แต่ภายหลังโรงพยาบาลได้จัดเลี้ยงโต๊ะจีน ภายในห้องไอซียู ปลอดเชื้อเด็กอ่อน จำนวน 5 โต๊ะ ซึ่งมีพนักงานเสิร์ฟโต๊ะจีนเข้ามาเสิร์ฟ โดยไม่ได้ป้องกันหรือสวมหน้ากากอนามัยใดๆ หลังจัดงานวันรุ่งขึ้น 21 ก.ค.69 ทารกของพ่อแม่ที่มาร้องทุกข์เสียชีวิต
โดยมีข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบเบื้องต้น โรงพยาบาลอ่างทอง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีการเสียชีวิตของทารกที่ปรากฏเป็นข่าว พบว่ามารดาเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์
จากการตรวจสอบข้อมูลการฝากครรภ์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่ของมารดาสูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์อายุครรภ์
ส่งผลให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง (Persistent Pulmonary Hypertension of the Newborn: PPHIN) ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด (Transient Tachypnea of the Newborn: TTNB) และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง
ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา การช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU)
อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลักษณะการดำเนินของโรค ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อพิจารณาการส่งต่อผู้ป่วย ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การให้ยา การประคับประคองระบบหายใจ และระบบไหลเวียน โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ในสภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 69 เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลง และเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของภาวะโรค และโอกาสเสียชีวิตแก่บิดาและมารดา
รวมถึงยังคงให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ค.2569 ผู้ป่วยมีอาการคงที่แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต จำเป็นต้องรับยากระตุ้นความดันโลหิต และใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง โดยทีมแพทย์ได้ปรับการรักษากับสภาวะของผู้ป่วย
วันที่ 20 ก.ค. 69 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดกิจกรรมรับประทานอาหารภายในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด (NICU) และในวันดังกล่าวผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกาย และมีปริมาณปัสสาวะลดลง อันเป็นผลจากภาวะวิกฤตของโรค ส่งผลให้ไม่สามารถคงปริมาณสารน้ำไว้ภายในหลอดเลือดได้
อย่างไรก็ตาม ระดับความดันโลหิตปรับตัวสูงขึ้น จึงได้ลดขนาดยากระตุ้นความดันโลหิตลง แต่ยังจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตอีก 4 ชนิด เนื่องจากยังอยู่ในภาวะวิกฤต ทีมแพทย์จึงได้ปรึกษากุมารแพทย์ทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งมีความเห็นให้ดำเนินการรักษาตามแผนเดิม พร้อมติดตามอาการและปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ทีมแพทย์และพยาบาลได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่บิดาและมารดา โดยชี้แจงว่าความดันโลหิตดีขึ้นจึงปรับลดขนาดยา แต่อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤต
เวลา 09.14 น. ทีมรักษาได้โทรศัพท์แจ้งบิดาและมารดาว่าผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ขอให้เดินมายังโรงพยาบาลเพื่อรับทราบสถานการณ์ และร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา เวลา 10.11 น. ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพ ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที
เวลา 10.20 น. แพทย์ได้แจ้งแก่บิดาและมารดาว่าผู้ป่วยว่าเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และไม่ตอบสนองต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ โดยทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยพื้นคืนชีพเป็นเวลา 35 นาที ก่อนประกาศการเสียชีวิตในเวลา 10.45 น.
จากการทบทวนข้อเท็จจริงและข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด การเสียชีวิตของทารกเป็นผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด อันประกอบด้วยภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถ ตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ตาม
ด้าน พญ.ปาริชาติ พร้อมด้วย นพ.ทวีโชค และทีมแพทย์ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนหลังจากแถลงข่าว ว่า ทางโรงพยาบาลได้รับเด็กมารักษา หลังจากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 18 สัปดาห์ แม่ของเด็กมีโรคประจำตัวอยู่แล้วทั้งเบาหวาน ความดัน ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ดูแลและให้คำแนะนำอย่างเต็มที่แล้ว
หากผลตรวจออกมาว่าทางโรงพยาบาลไม่ผิด ก็ยังไม่ได้คิดถึงการใช้กฎหมายฟ้องร้องกลับ เพราะทางโรงพยาบาลเห็นว่าเป็นผู้สูญเสียลูก เพียงแต่อยากให้เข้ามาพูดคุยขอโทษกันและกัน สุดท้ายนี้ต้องขอความเห็นใจทางโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องถูกพาดพิงต่อว่าเข้ามาเป็นจำนวนมาก



กระทู้ร้อนแรงที่สุดของวันนี้
























กระทู้ล่าสุด


รูปเด่นน่าดูที่สุดของวันนี้
















































