รพ. เปิดไทม์ไลน์ทารก 5 วันดับ ถ้าไม่ผิดไม่ฟ้องกลับ


รพ. เปิดไทม์ไลน์ทารก 5 วันดับ ถ้าไม่ผิดไม่ฟ้องกลับ


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 ก.ค.2569 ที่ห้องประชุม 82 ปี ศรีสาธารณสุข ชั้น 5 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ต.บ้านอิฐ อ.เมือง จ.อ่างทอง นพ.ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์ สสจ.อ่างทอง พร้อมด้วย พญ.ปาริชาติ ศิระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง พญ.เยาวเรศ กิตติธเนศวร รองผู้อำนวยการด้านทรัพยากรบุคคล และ พญ.ศิริสุดา อัญญะโพธิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลอ่างทอง ร่วมกันแถลงข่าว

กรณีพ่อวัย 40 ปีและแม่วัย 36 ปี เข้าร้องเรียนกับทางมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี หลังคลอดลูกชายก่อนกำหนดโดยการผ่าคลอด มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม และพบว่าปอดติดเชื้อต้องเข้ารักษาในห้องไอซียูเด็ก โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง

โดยระหว่างที่เข้าทำการรักษาได้มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน จำนวน 5 โต๊ะ ภายในห้องไอซียูเด็ก ซึ่งมีเด็กที่เพิ่งคลอดประมาณ 5 คน รวมอยู่ในห้องนั้น รวมทั้งลูกของพ่อแม่ที่มาร้องทุกข์ ที่เพิ่งผ่าคลอดได้ 5 วัน มีภาวะความดันในปอดสูง ซึ่งหมอแจ้งว่าปลอดภัยแล้ว

แต่ภายหลังโรงพยาบาลได้จัดเลี้ยงโต๊ะจีน ภายในห้องไอซียู ปลอดเชื้อเด็กอ่อน จำนวน 5 โต๊ะ ซึ่งมีพนักงานเสิร์ฟโต๊ะจีนเข้ามาเสิร์ฟ โดยไม่ได้ป้องกันหรือสวมหน้ากากอนามัยใดๆ หลังจัดงานวันรุ่งขึ้น 21 ก.ค.69 ทารกของพ่อแม่ที่มาร้องทุกข์เสียชีวิต




พ่อแม่ติดใจการเสียชีวิต จึงแจ้งมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ หลังได้รับเรื่องมูลนิธิปวีณาฯ ได้ประสาน ผกก.สภ.สามโก้ จ.อ่างทอง ส่งศพชันสูตรที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ โดยโรงพยาบาลที่ทารกเสียชีวิต ไม่ได้แจ้งตำรวจเพื่อมาชันสูตรพลิกศพการเสียชีวิตของเด็กเบื้องต้น ซึ่งแจ้งให้พ่อแม่รีบนำศพทารกไปเผาเลย แม่จึงโทรศัพท์สายด่วน 1134 มาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณา

โดยมีข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบเบื้องต้น โรงพยาบาลอ่างทอง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีการเสียชีวิตของทารกที่ปรากฏเป็นข่าว พบว่ามารดาเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์

จากการตรวจสอบข้อมูลการฝากครรภ์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่ของมารดาสูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์อายุครรภ์

 




วันที่ 16 ก.ค.69 ทารกคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ (Large for Gestational Age: LGA) โดยมารดามีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ร่วมกับมีภาวะน้ำเดินก่อนครบกำหนดคลอด

ส่งผลให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง (Persistent Pulmonary Hypertension of the Newborn: PPHIN) ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด (Transient Tachypnea of the Newborn: TTNB) และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง

ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา การช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU)

อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลักษณะการดำเนินของโรค ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อพิจารณาการส่งต่อผู้ป่วย ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การให้ยา การประคับประคองระบบหายใจ และระบบไหลเวียน โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ในสภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 69 เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลง และเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของภาวะโรค และโอกาสเสียชีวิตแก่บิดาและมารดา

รวมถึงยังคงให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ค.2569 ผู้ป่วยมีอาการคงที่แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต จำเป็นต้องรับยากระตุ้นความดันโลหิต และใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง โดยทีมแพทย์ได้ปรับการรักษากับสภาวะของผู้ป่วย

วันที่ 20 ก.ค. 69 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดกิจกรรมรับประทานอาหารภายในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด (NICU) และในวันดังกล่าวผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกาย และมีปริมาณปัสสาวะลดลง อันเป็นผลจากภาวะวิกฤตของโรค ส่งผลให้ไม่สามารถคงปริมาณสารน้ำไว้ภายในหลอดเลือดได้

อย่างไรก็ตาม ระดับความดันโลหิตปรับตัวสูงขึ้น จึงได้ลดขนาดยากระตุ้นความดันโลหิตลง แต่ยังจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความดันโลหิตอีก 4 ชนิด เนื่องจากยังอยู่ในภาวะวิกฤต ทีมแพทย์จึงได้ปรึกษากุมารแพทย์ทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งมีความเห็นให้ดำเนินการรักษาตามแผนเดิม พร้อมติดตามอาการและปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ทีมแพทย์และพยาบาลได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่บิดาและมารดา โดยชี้แจงว่าความดันโลหิตดีขึ้นจึงปรับลดขนาดยา แต่อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤต




วันที่ 21 ก.ค.69 ผู้ป่วยมีระดับอกซิเจนในเลือดลดลง เมื่อแพทย์ได้รับรายงานจึงดำเนินการปรับเพิ่มเครื่องช่วยหายใจและให้ยา ต่อมาเวลา 08.30 น. ผู้ป่วยระดับออกซิเจนลดลงเหลือร้อยละ 76 แพทย์ได้ประเมินอาการและให้การรักษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

เวลา 09.14 น. ทีมรักษาได้โทรศัพท์แจ้งบิดาและมารดาว่าผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ขอให้เดินมายังโรงพยาบาลเพื่อรับทราบสถานการณ์ และร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา เวลา 10.11 น. ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพ ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที

เวลา 10.20 น. แพทย์ได้แจ้งแก่บิดาและมารดาว่าผู้ป่วยว่าเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และไม่ตอบสนองต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ โดยทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยพื้นคืนชีพเป็นเวลา 35 นาที ก่อนประกาศการเสียชีวิตในเวลา 10.45 น.

จากการทบทวนข้อเท็จจริงและข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด การเสียชีวิตของทารกเป็นผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด อันประกอบด้วยภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถ ตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ตาม

ด้าน พญ.ปาริชาติ พร้อมด้วย นพ.ทวีโชค และทีมแพทย์ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนหลังจากแถลงข่าว ว่า ทางโรงพยาบาลได้รับเด็กมารักษา หลังจากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 18 สัปดาห์ แม่ของเด็กมีโรคประจำตัวอยู่แล้วทั้งเบาหวาน ความดัน ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ดูแลและให้คำแนะนำอย่างเต็มที่แล้ว

หากผลตรวจออกมาว่าทางโรงพยาบาลไม่ผิด ก็ยังไม่ได้คิดถึงการใช้กฎหมายฟ้องร้องกลับ เพราะทางโรงพยาบาลเห็นว่าเป็นผู้สูญเสียลูก เพียงแต่อยากให้เข้ามาพูดคุยขอโทษกันและกัน สุดท้ายนี้ต้องขอความเห็นใจทางโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องถูกพาดพิงต่อว่าเข้ามาเป็นจำนวนมาก



เครดิต :
เครดิต : เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์ข่าวสด


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์