เมื่อถามถึงกรณี เศรษฐีนีชาวอุดรธานีที่หายตัวสาบสูบไปนั้น พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า ได้สั่งการให้หาข้อมูลเชิงลึกเพื่อระบุตัวเศรษฐีนีคนดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นเชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว แต่ต้องยืนยันให้ได้ว่าเสียชีวิตเพราะสาเหตุใด หากพบว่าเสียชีวิตด้วยโรคร้ายก็ต้องหาหลักฐานยืนยันว่าเป็นโรคอะไร เป็นการเสียชีวิตตามธรรมหรือมีพิรุธ ส่วนประเด็นซื้อขายที่ดินมูลค่า 8 ล้านบาท ที่มีนางไก่ไปติดต่อขอซื้อจากเศรษฐีนีก่อนเสียชีวิตนั้น พบว่าปัจจุบันเป็นซากบ้านพัก ส่วนที่ดินดังกล่าวใครเป็นเจ้าของเดิมหรือซื้อต่อมาจากใครนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน โดยมีการแบ่งหน้าที่ในการสอบปากคำพยานบุคคลและผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ยอมรับว่าคำให้การบุคคลนั้นบางคนให้การไม่หมด บางคนก็ไม่พูดความจริง ทำให้ต้องใช้เวลารวบรวมพยานเอกสารเชิงลึก คาดว่าสัปดาห์หน้าน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นพล.ต.ท.ฐิติราช เผยต่อว่า สำหรับแนวทางการสอบสวน ระหว่างนี้กำลังหาว่านางไก่มีความเชื่อมโยงกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน โดยมุ่งเน้นไปยังผู้ที่รู้จักนางไก่ ซึ่งไม่ว่าจะเชื่อมโยงไปยังบุคคลใด ก็ต้องมีการเรียกมาสอบปากคำทุกคน ทั้งนายทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือที่นางไก่นำไปแอบอ้าง น้องสาวของเศรษฐีนี รวมถึงนายตำรวจยศ พ.ต.ท. สามีของนางไก่ ส่วนจะเรียกบุคคลใดมาสอบปากคำบ้าง ต้องมีความเจนชัดหรือข้อเท็จจริงมากระดับหนึ่งก่อน
ต่อมา 13.00 น. ที่กองปราบปราม นายปิติ ตั้งวิริยะกุล อายุ 85 ปี อดีตสามีของเศรษฐีนีชาวอุดรธานีที่หายตัวไป ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับ พ.ต.อ.นิรันดร์ ปิตะกาศ ผกก.3 บก.ป. และทีมพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. หลังปรากฎข่าวการเสียชีวิตของนางฉวีวรรณ ตั้งวิริยะกุล หรือสุขากันยา เศรษฐีนีชาวอุดรธานี
ทั้งนี้ หลังใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 6 ชั่วโมง พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รอง ผบช.ก. รรท.ผบก.ป. เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.นิรันดร์ ว่าชุดสืบสวนได้ทำการเชิญตัวนายปิติ เพื่อให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. หลังพบความเชื่อมโยงทางคดีเกี่ยวกับการหายตัวไปของนางฉวีวรรณ อดีตภรรยาที่เลิกรากันหลายปีแล้ว โดยเป็นการให้ปากคำในฐานะพยาน เบื้องต้นนายปิติให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด
จากการสอบปากคำนายปิติ เจ้าตัวยังให้การวกวน อาจเพราะด้วยอายุที่มาก ประกอบกับเหตุการณ์ผ่านมาเป็นเวลากว่า 13 ปีแล้ว แต่รายละเอียดเบื้องต้น นายปิติ ยอมรับว่ารู้จักกับนางไก่ที่ รพ.แห่งหนึ่ง จากนั้นได้พูดคุยกันถูกคอจึงติดต่อกันเรื่อยมา กระทั่งนับถือเป็นพ่อลูกกัน กระทั่งปี 2546 นายปิติ ได้พานางไก่ไปพบปะกับนางฉวีวรรณ ต่อมานางฉวีวรรณ โอนที่ดินมูลค่า 8 ล้านให้กับนายปิติ จากนั้นเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2546 นางฉวีวรรณ ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับที่จ.สกลนคร จากนั้นประมาณ 1 เดือน นายปิติ จึงมอบหมายให้นางไก่ เป็นผู้ดำเนินการขายที่ดินแปลงที่ได้รับโอนจากนางฉวีวรรณ ในราคา 8 ล้านบาทให้กับเจ้าของที่ดินคนปัจจุบัน ซึ่งขั้นตอนการติดต่อซื้อขายทั้งหมด นางไก่ เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินดังกล่าว นางไก่กลับไม่ได้มอบให้นายปิติ แม้แต่บาทเดียว โดยในประเด็นนี้ทำให้ชุดสืบสวนมีความสงสัย จึงจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป อย่างไรก็ตามในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างนายปิติ กับนางฉวีวรรณนั้น พบว่าไม่มีบุตรด้วยกัน แต่นางฉวีวรรณ ได้รับลูกสาวของน้องชายมาเป็นลูกบุญธรรม ทั้งนี้ชุดสืบสวนได้เดินทางไปค้นบ้านนายปิติ เพื่อหาหลักฐานที่เชื่อมโยงทางคดีต่อไป