
สถานการณ์การเมืองในเวลานี้ แทบจะในทุก “มิติ” มีภาพของการปะทะกันทางความคิดระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลเกิดขึ้น
รัฐบาลคือพรรคเพื่อไทยที่มี นปช.สนับสนุนอยู่หนุนหลัง ขณะที่ฝ่ายค้านซึ่งเวลานี้ ไม่ได้มีแต่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังมี “ฝ่ายค้าน” ใน “ภาคสังคม” เกิดขึ้นด้วย
ต้องยอมรับว่า จากเดิมที่ผ่าน 1 ปีของการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี หลายต่อหลายฝ่ายเชื่อว่า สถานการณ์การเมืองจะนิ่งไปซักพัก แต่พลันที่เกิดการพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี การเมืองก็เกิด “แรงกระเพื่อม”ตามมาทันที ไม่ใช่แรงกระเพื่อมในมิติทางการเมืองเท่านั้น แต่ลุกลามไปถึงมิติด้านการบริหารงานของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วย
ในมิติทางการเมืองเกิดสภาพ “ความเห็นต่าง” ซึ่งนับวันจะกลายเป็น “ความขัดแย้ง” ขึ้นภายในพรรคเพื่อไทยและกลุ่มนปช.หลังเกิดการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเข้าสู่การพิจารณาของสภา จากที่ถกเถียงและตั้งแง่กันระหว่าง ส.ส. สายคนเสื้อแดงกับ ส.ส. สายอีสานซึ่งใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยฝ่ายหนึ่งต้องการ พ.ร.บ.ปรองดองหรืออีกชื่อหนึ่งคือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “เหมาเข่ง” ขณะที่อีกฝ่ายต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบ “เป็นพวง” จนถูกวิจารณ์หรือการที่เห็นต่างเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่เรียกว่า “สับขาหลอก”
ดูเหมือน “น้ำหนัก” ของการคัดค้านเริ่มรุนแรงขึ้นจากการที่ญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองปี 53 ที่นำโดยแม่และน้องชายของ น.ส.กมลเกด หรือน้องเกด ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ศพที่เสียชีวิตอยู่ภายในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ออกมา “คัดค้าน” ไม่เอาทั้ง พ.ร.บ.ปรองดองและ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมองว่า เป็นการเอาประโยชน์ของฝ่ายการเมืองโดยที่ประชาชนที่เป็นญาติของผู้สูญเสียไม่ได้อะไร โดยเฉพาะการแสวงหาความจริงของเหตุการณ์เพื่อให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในบ้านเมือง
การ “คัดค้าน” ในครั้งนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับการเคลื่อนไหวเพื่อพา พ.ต.ท.ทักษิณ “กลับบ้าน” แบบไม่มีความผิดตามที่ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ประกาศไว้ว่า ภายในปีนี้ “กลับมา” อย่างแน่นอน
ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 68 ซึ่งดำเนินไปทั้งในส่วนของกรรมาธิการและในศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนี้ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ทางการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยและระบุให้อีกฝ่ายเป็นผลผลิตของการรัฐประหาร 19 ก.ย.กับอีกฝ่ายที่มองว่า เป็นพวกเผด็จการรัฐสภา ที่กำลังออกกฎหมายและแก้ไขกติกาเพื่อให้พรรคพวกของตัวเอง “พ้นผิด” นอกจากจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างส.ส.พรรคเพื่อไทยกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งยังลุกลามลงถนนไปถึง “มวลชน” ของทั้งสองฝ่ายด้วย
สภาพอย่างนี้ที่มองว่าเป็นการพยายามหาประโยชน์ทางการเมืองจนเกิดการต่อต้านขึ้น โดยเฉพาะการต่อต้านที่เกิดจากพวกเดียวกันเอง ซึ่งวันนี้กำลังจะกลายเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ให้กับอีกฝ่ายซึ่งอยู่ตรงข้ามรัฐบาล
ใช่แต่การเมืองเท่านั้น การบริหารงานของรัฐบาลก็ถูก “ท้าทาย” และถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสมากขึ้น ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสินค้าราคาแพง ปัญหาราคาพลังงานที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาหนี้สิน เรื่อยไปจนถึงการกู้เงินซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า ไม่คุ้มค่า ไม่โปร่งใส ไร้ประสิทธิภาพ
กรณีเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ ที่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา มิหนำซ้ำยังเกิดปัญหา “ผุดซ้ำ” ขึ้นมา เช่นกรณี หมู่บ้านผีที่ จ.ชัยภูมิ ที่มีการแอบอ้างใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อหวังที่จะรับเงินชดเชยจากการสร้างเขื่อนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาทนี้
หรืออย่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 57 ที่แม้จะผ่านขั้น “รับหลักการ” ไปด้วยเสียงข้างมาก แต่การทำหน้าที่ “ตรวจสอบ” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ฝากความรู้สึก “สงสัยกังขา” ที่มีต่อรัฐบาลไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณจัดซื้อ “รถตู้โรงเรียน” ของกระทรวงศึกษาธิการที่มี “ราคาแพง” กว่าความเป็นจริง จนสุดท้ายเมื่อถูกจับได้ไล่ทัน รัฐบาลต้องหาทางออกด้วยการบอกว่าเป็นการ “พิมพ์ข้อมูลที่ผิด” ซึ่งในความเป็นจริงไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดชนิด “โจ๋งครึ่ม” ได้ถึงขนาดนี้ เพราะกรณีเช่นนี้ หากไม่ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนถูกท้วงติงโอกาสจะผ่านไปและกลายเป็นความเสียหายในที่สุดก็จะมีขึ้น
หรือกรณีการ “รับจำนำข้าว” ที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังต่อ “จิ๊กซอว์” ตัวใหม่ขึ้นจากที่ก่อนหน้านี้เน้นไปที่การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ มาเป็นการซื้อขายข้าวแบบมีส่วนต่างซึ่งล้วนทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณของชาติทั้งสิ้น ที่สำคัญยัง “ทวงถาม” ไปถึงคำพูดของ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ยืนยันก่อนหน้านี้ว่า หากโครงการ “รับจำนำข้าว” เกิดความเสียหาย “มากกว่า” โครงการประกันรายได้ จะแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
นั่นเป็นเรื่องในสภาของนักการเมือง ขณะที่เรื่องข้าราชการ ก็เกิดปัญหาชนิดตกเป็นข่าวหน้า 1 คือปัญหาในกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างกลุ่มแพทย์ชนบท กับ รมว.สาธารณสุขที่ชื่อ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ เกิดการชุมนุมต่อต้านแต่งดำ เผาโลงเผาหุ่นและการชุมนุมขับไล่ หรือปัญหาในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงานอย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือ สวทช.กับ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.วิทยาศาสตร์ฯ จนเกิดภาพแต่งชุดดำประท้วง
หรือกรณีปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มคนต่าง ๆ
ล่าสุดกรณีศาลปกครองที่มีคำสั่งว่า การย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ครั้งทำหน้าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ชอบโดยให้คืนเก้าอี้ให้กลับมาอย่างเดิม ตรงนี้แม้จะมีขั้นตอนให้ได้ “อุทธรณ์” แต่ก็เป็นแค่การประวิงเวลา กรณีนี้จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลในช่วงที่เข้ามาทำหน้าที่ที่ยกเหตุผลว่ามาจากประชาชนนั้น ก็ไม่สามารถทำผิดกฎหมายด้วยการย้ายข้าราชการเพราะไม่พอใจหรือยืนอยู่ตรงข้ามกันได้
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าราชการประจำเหล่านี้จึงสะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลและกลายเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” อีกแนวหนึ่ง
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของภาคสังคมภาคประชาชน ซึ่งดำเนินไปภายใต้ขอบเขตของกฎหมายก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความเคลื่อนไหวนี้น่าจะมีเป้าหมายที่การให้ความคิด “คนชั้นกลาง” ทั้งเรื่องการเมืองและเรื่องการบริหารงานของรัฐบาล
ปรากฏการณ์ “หน้ากากขาว” หรือการเกิดขึ้นของ “ไทยสปริง” จึงไม่ใช่ปรากฏการณ์เล็ก ๆ ที่รัฐบาลเสียงข้างมากมองข้าม ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ซึ่งน่าจะเคลื่อนไหวและพัฒนาต่อยอดไปโดยเน้นเป้าหมายไปที่ “ระบอบทักษิณ” เป็นสำคัญ อาจจะเกิดการกลับมาของกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณ “รอบใหม่” ในเร็ว ๆ วันนี้ก็เป็นได้
ในสถานการณ์ที่มี “ศึกรอบด้าน” มากขึ้นในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึง “ภาวะผู้นำ” ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่วันนี้เลือกใช้วิธีการสื่อสารกับประชาชนด้วยภาพลักษณ์ของคนทำงาน ความตั้งใจ แต่สิ่งที่ขาดหายและถูกถามมากขึ้นคือ การกล้าตัดสินใจต่อการแก้ไขในแต่ละปัญหา มากกว่าจะโยนให้เป็นเรื่องของกระทรวงนี้กระทรวงนั้น เรื่องของพรรคการเมือง เรื่องของ ส.ส.เรื่องของสภา
ในสภาพที่รัฐบาลกำลังถูกรุกและถูกส่งสัญญาณจากอีกฝ่ายว่า หากยังปรารถนาจะเดินหน้าทางการเมืองต่อไปจนลืมและเอาการแก้ไขปัญหาของประชาชนไว้เป็น “ลำดับรอง” โอกาสของการเผชิญหน้าก็จะมากขึ้น
จากที่เคยเชื่อมั่นและให้โอกาสในการทำงาน แต่ระยะเวลาผ่านไป 1 ปีกับอีก 9 เดือน กลับมีแต่ “คำถาม” และความสงสัย
ถ้าจะเดินหน้าตาม “ธงการเมือง” ที่ตั้งไว้ มีหวังรัฐบาล “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ได้เหนื่อยแน่.



กระทู้ร้อนแรงที่สุดของวันนี้
























กระทู้ล่าสุด


รูปเด่นน่าดูที่สุดของวันนี้
















































Love illusion ความรักลวงตา เพลงที่เข้ากับสังคมonline
Love illusion Version 2คนฟังเยอะ จนต้องมี Version2กันทีเดียว
Smiling to your birthday เพลงเพราะๆ ไว้ส่งอวยพรวันเกิด หรือร้องแทน happybirthday