´สุรยุทธ์´ เดินสายพบ ผรท.ภาคเหนือ

"ขึ้นเครื่องไปพบ ผรท.ภาคเหนือ"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 20 ต.ค. ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.สุรยุทธ์ พร้อมด้วย พ.อ.คุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์ ภริยา คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รมว.เทคโนโยลีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายบัญญัติ จันทน์เสนะ รมช.มหาดไทย พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกเดินทางด้วยเครื่องบินเที่ยวพิเศษของกองทัพอากาศ ไปยัง จ.ลำปาง เพื่อพบกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และเป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ที่วัดบุญวาทย์วิหาร ทั้งนี้ ก่อนออกเดินทาง พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่มาดักรอสัมภาษณ์ที่ประตูทางเข้าอาคารท่าอากาศยานทหารว่า ผมพูดมากไปแล้ว จากนั้นก็เดินเลี่ยงไปขึ้นเครื่องทันที

ต่อมาเวลา 10.45 น. พล.อ.สุรยุทธ์และคณะเดินทางไปที่มณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี อ.เมือง จ.ลำปาง เพื่อพบกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ใน 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา เชียงราย เพชรบูรณ์ ตาก และน่าน รวม 58 คน โดย พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า ตั้งใจจะมาพบ ผรท. ในภาคเหนือ หลังจากพบ ผรท. ในเขตอีสานมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะเห็นว่ามีประสบการณ์ ทางความคิด การใช้อาวุธในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่มีความไม่ถูกไม่ควรในหลายด้าน ตนก็เคยมีประสบการณ์ การทำงานในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์และน่าน แม้จะอยู่ คนละข้างกันก็ตาม และข้อน่าแปลกใจคืออยู่ฝังตรงข้ามกับคุณพ่อของตน (พ.ท.โพยม จุลานนท์ หรือลุงคำตัน) จึงอยากมาพบเพื่อจะได้พูดคุยกันอย่างจริงจัง

"เสนอให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิรูปความคิด"


พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า เบื้องต้นอยากขอความร่วมมือจากทุกคนที่เป็นผู้มีประสบการณ์ในการต่อสู้มาแล้ว ไม่อยากเห็นคนไทยต้องมาฆ่ากันอีก อันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ ในใจมาตลอด เพราะบทเรียนในอดีตที่ผ่านมามันเกินพอแล้ว ควรหันมาใช้วิธีทางการเมืองโดยสันติวิธี บางครั้งการเมืองก็รุนแรงเกินไป จนกระทั่งต่อสู้กันด้วยอาวุธ เป็นเรื่องของสงคราม การใช้กำลังทหาร เป็นสิ่งที่เรียกว่าสงครามกลางเมือง หรือสงครามประชาชน ซึ่งมันพ้นจากการเมืองไปแล้ว จึงอยากให้หาวิธีแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี การแก้ไขปัญหาคงไม่มีอะไรมากกว่าการนั่งคุยกัน ปรับทุกข์ผูกมิตร การเดินทางมาครั้งนี้ ตั้งใจมารับฟังปัญหา อยากขอร้อง ผรท.ให้ช่วยชี้แจงบรรดา มิตรสหายผู้ใกล้ชิดว่า รัฐบาลต้องการความร่วมมือและความเข้าใจจากพี่น้องคนไทย และจะพยายามสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมดีกว่าปัจจุบัน แต่ปัญหาในชีวิตคนมีไม่จบสิ้น จะมีปัญหาใหม่เข้ามาเสมอ ถ้าพยายามช่วยกันแก้ไขก็จะผ่อนคลายลงไป แต่บางปัญหาก็หาข้อยุติไม่ได้ เพียงแต่ให้เบาบางน้อยลง ก็คงบรรลุเป้าหมายได้ในระดับหนึ่ง

จากนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ได้เปิดโอกาสให้ ผรท.เสนอ ปัญหาต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า และที่ดินทำกิน นอกจากนี้ผรท.จาก จ.ตาก เสนอให้รัฐบาลปฏิรูปความคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ลักลอบขนคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย คืนละ 3-4 คันรถ เที่ยวละ 25 คน อ้างว่าเงินเดือนไม่พอเลี้ยงครอบครัว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บางคนใช้ประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นเครื่องมือในการค้ายาเสพติด พอร่ำรวยขึ้นมาก็จับกุมเพื่อตัดตอน

"มีแนวโน้มยกเลิกอัยการศึกภายใน 2 สัปดาห์"


ถึงขนาดเรียกค่าไถ่และอุ้มไปตัดตอน ทั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ รับปากจะเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ จากนั้นจึงเดินทางไปที่วัดบุญวาทย์วิหาร อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปี 2549 โดยมีนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย มาดักรอพบ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวกับนายประพัฒน์ว่า ขอบคุณที่ช่วยทำให้เรื่องมันดีขึ้น

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีใบปลิวโจมตี คมช.ในพื้นที่ จ.เชียงราย และขอนแก่นว่า ขณะนี้ คมช. กำลังตรวจสอบอยู่ อย่างที่บอกว่ายังมีคลื่นใต้น้ำ ยังไม่นิ่งไม่สงบ แต่หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็มีแนวโน้มจะประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกภายใน 2 สัปดาห์ตามที่นายกฯพูดไว้ หรือไม่นานเกิน 1 เดือนเศษ ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ายังมีกลุ่มต่อต้าน คมช. อยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.บุญรอดตอบว่า แน่นอน เป็นที่รู้กัน จึงต้องมีกฎอัยการศึก เช่น ช่วงแรกของการปฏิรูปการปกครอง กลุ่มในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคอีสานก็พยายาม เข้ามาโดยรถบัส แต่ทางกองทัพภาคได้สกัดและผลักดันออกไป เราทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังในช่วงนั้น เป็นกลุ่มอำนาจเก่าของรัฐบาล ดังนั้น เรื่องของใบปลิวก็น่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มนั้น เพราะต้องการให้เกิดความปั่นป่วน ทั้งนี้คงต้องคุยกับ คมช.อีกครั้งว่าจะเชิญมาพูดคุยหรือไม่ แต่ต้องรอให้มีความชัดเจนก่อน ขณะนี้เป็นเพียงสันนิษฐานเบื้องต้น ซึ่ง คมช.คงจะมีข้อมูลเชิงลึกอยู่ กฎอัยการศึกจึงมีความจำเป็นจนกว่าจะรับประกันได้ว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ต้องเน้นเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก หากคุมสถานการณ์ได้และฝ่ายนั้นเห็นใจรัฐบาลในเรื่องภาพพจน์ของประเทศ ก็อาจจะประนีประนอมให้เร็วขึ้นได้


แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์