เปิดข้อบังคับกลาโหม "สมัคร"ยึดอำนาจสั่งการ-เคลื่อนย้ายกำลังทหารจาก ผบ.เหล่าทัพ
เดิมอำนาจในการสั่งการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหารเป็นของคณะผู้บัญชาการทหารที่ประกอบด้วย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และเสนาธิการทหารมาเป็นของนายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรีทันที
หมายเหตุ "มติชนออนไลน์" ในการประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉินเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่กองบัญชาการกองทัพไทยว่า ครม.มีมติออกประกาศตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้โอนอำนาจกฎหมายของรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆจำนวน 20 ฉบับ มาเป็นของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการแก้ไขปราบปราม ระงับยับยั้งสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือช่วยเหลือประชาชนในเขตท้องที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ในจำนวนกฎหมาย 20 ฉบับนั้น มี 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการสั่งหรือใช้กำลังทหารในการป้องกันและปราบปรามจลาจล การก่อความไม่สงบหรือการก่อการบกฎคือ พ.ร.บ จัดระเบียบข้าการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 และข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหารและการเตรียมพร้อม พ.ศ.2545 ซึ่งเดิมอำนาจในการสั่งการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหารเป็นของคณะผู้บัญชาการทหารที่ประกอบด้วย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และเสนาธิการทหาร (ข้อ5-7) มาเป็นของนายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรีทันที
สำหรับข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหาร และการเตรียมพร้อม พ.ศ.2545 มีรายละเอียดดังนี้
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหาร และการเตรียมพร้อม ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น อาศัยอำนาจตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๐๓ จึงออกข้อบังคับไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหาร และการเตรียมพร้อม พ.ศ.๒๕๔๕"
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อบังคับกระทรวง กลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหาร และการเตรียมพร้อม พ.ศ.๒๕๑๙
ข้อ ๓ บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอื่นใด ในส่วนที่มีกำหนดไว้แล้วในข้อบังคับนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน
ข้อ ๔ในข้อบังคับนี้
๔.๑ "การใช้กำลังทหาร" หมายความว่า การใช้กำลังทหาร เพื่อการรบหรือการสงคราม เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อการปราบปรามการกบฏและการจลาจล เพื่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อการป้องกันปราบปรามการยึดหรือการอารักขา เพื่อการปฏิบัติตามพันธกรณีหรือความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรักษาประโยชน์ของชาติในประการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด และเพื่อการปฏิบัติการทางทหารอื่น ๆ ตามระเบียบที่กระทรวงกลาโหมกำหนด
๔.๒ "การเคลื่อนกำลังทหาร" หมายความว่า การเคลื่อนที่กำลังทหารจากที่ตั้งเพื่อใช้กำลังตามความในข้อ ๔.๑ หรือเพื่อการฝึกหรือการย้ายที่ตั้ง
๔.๓ "การเตรียมพร้อม" หมายความว่า การเตรียมกำลังทหารแม้แต่เพียงบางส่วน เพื่อที่จะใช้กำลังทหารตามความในข้อ ๔.๑ แต่ไม่หมายความรวมถึงการเตรียมพร้อมของหน่วยทหารที่ทำหน้าที่อยู่ในการรักษาการณ์ตามปกติ
๔.๔ "การจลาจล" หมายความว่า การก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งมีความรุนแรงถึงขนาดมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ
๔.๕ "การก่อความไม่สงบ" หมายความว่า การกระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
ข้อ ๕ ให้มีคณะผู้บัญชาการทหาร ประกอบด้วย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และเสนาธิการทหาร โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานคณะผู้บัญชาการทหาร
ข้อ ๖ให้คณะผู้บัญชาการทหาร เป็นที่ปรึกษาตั้งแต่ยามปกติต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในการสั่งการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหาร การเตรียมพร้อม และเมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นหรือในยามสงคราม ให้คณะผู้บัญชาการทหารรับผิดชอบในการอำนวยการยุทธ ณ ที่บัญชาการซึ่งกองบัญชาการทหารสูงสุดจัดตั้งขึ้น รวมทั้งควบคุมทางยุทธการต่อกองกำลังเฉพาะกิจร่วม ที่จัดตั้งขึ้นแล้วแต่สถานการณ์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติการยุทธร่วม และให้สายการบังคับบัญชาสั้นที่สุด
ข้อ ๗การใช้กำลังทหารที่มีอาวุธ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
๗.๑ การใช้กำลังทหารที่มีอาวุธ เพื่อปราบปรามการจลาจล หรือเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีหรือความร่วมมือระหว่างประเทศจะกระทำได้ต่อเมื่อ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
๗.๒ กรณีการใช้กำลังทหารตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๘
ข้อ ๘ การใช้กำลังทหารในกรณีต่อไปนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาของทหารพิจารณาสั่งการได้โดยไม่ต้องรอรับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมตามข้อ ๗
๘. ๑ เมื่อมีการรุกล้ำดินแดน ให้ผู้บังคับบัญชาของทหารซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น สั่งใช้กำลังทหาร เพื่อต้านทานการรุกล้ำดินแดนนั้นได้ตามแผนที่กำหนดไว้หรือตามความจำเป็น
๘.๒ เมื่อมีการประกาศสงครามหรือมีสถานะสงครามหรือได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกแล้วให้ผู้บังคับบัญชาของทหาร ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นสั่งใช้กำลังทหารได้ตามแผนที่กำหนดไว้หรือตามความจำเป็น
๘.๓ เมื่อหน่วยทหารถูกจู่โจม ให้ผู้บังคับบัญชาของทหาร ณ ที่นั้นสั่งใช้กำลังทหาร เพื่อต้านทานการจู่โจมนั้นได้ตามแผนที่กำหนดไว้หรือตามความจำเป็น
๘.๔ เมื่อมีการก่อความไม่สงบขึ้นในบริเวณหน่วยทหาร ผู้บังคับบัญชาของทหาร ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น มีอำนาจสั่งใช้กำลังทหารได้ตามแผนที่กำหนดไว้หรือตามความจำเป็น
------------------------
ข้อ ๙ การใช้กำลังทหารเพื่อการปฏิบัติการทางทหารอื่น ๆ ให้ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ หรือผู้ที่ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวมอบหมาย พิจารณาสั่งการได้ตามแผนที่กำหนดไว้ หรือตามความจำเป็น
ข้อ ๑๐ การเคลื่อนกำลังทหารที่มีอาวุธจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่การกระทรวงกลาโหม หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
๑๐.๑ การเคลื่อนกำลังทหารเพื่อใช้กำลังตามความในข้อ ๘ ให้ผู้บังคับบัญชาของทหารซึ่งระบุไว้ในข้อ ๘ นั้น พิจารณาสั่งการได้
๑๐.๒ การเคลื่อนกำลังทหารเพื่อวางกำลังตามแนวชายแดนให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดผู้บัญชา ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พิจารณาสั่งการได้ตามแผนที่กำหนดไว้หรือตามความจำเป็น
------------
ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕
(ลงชื่อ) พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม



กระทู้ร้อนแรงที่สุดของวันนี้
























กระทู้ล่าสุด


รูปเด่นน่าดูที่สุดของวันนี้
















































Love illusion ความรักลวงตา เพลงที่เข้ากับสังคมonline
Love illusion Version 2คนฟังเยอะ จนต้องมี Version2กันทีเดียว
Smiling to your birthday เพลงเพราะๆ ไว้ส่งอวยพรวันเกิด หรือร้องแทน happybirthday