วิกฤติ สะบ้าย้อย เมื่อไหร่จะเกาถูกที่คัน ?

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจาก โอ้โม่ง กลุ่มหนึ่ง


ใช้อาวุธสงครามยิงใส่กลุ่มนักเรียนปอเนาะของ โรงเรียนบำรุงศาสตร์วิทยา ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านควนหรัน หมู่ 2 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ทำให้นักเรียนเสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บอีก 7 คน

เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้แตกต่างไปกว่าเหตุที่คนร้ายยิงถล่มร้านน้ำชา


และมัสยิดที่ อ.ยะหา จ.ยะลา หรือการยิงเข้าไปในปอเนาะที่ ต.ตาเซ๊ะ อ.เมือง จ.ยะลา เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เยี่ยงนี้

สิ่งที่ติดตามมาคือ


การที่ชาวบ้านจะถูก ปลุกระดม ว่าเป็นฝีมือของ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ตำรวจก็ทหาร ส่วนเหตุล่าสุดที่ อ.สะบ้าย้อย แนวร่วม ปลุกระดมชาวบ้านว่าเป็นฝีมือของ ทหารพราน

เพียงแต่เหตุที่เกิดที่ "สะบ้าย้อย"


แตกต่างกับเหตุการณ์ที่เกิดใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตรงนี้ สะบ้าย้อย เป็นอำเภอหนึ่งของ จ.สงขลา และการใช้สถานการณ์ปลุกระดมให้ชาวบ้านต่อต้านอำนาจรัฐ ด้วยการชุมนุมปิดถนน ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจที่เกิดเหตุ ไม่ยอมให้ฝ่ายปกครองเข้าพื้นที่ และการใช้กลุ่มคนที่เป็น สตรีคลุมหน้า ออกมาเป็น เครื่องมือ เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็น ครั้งแรก ในพื้นที่ จ.สงขลา

จะสังเกตได้ว่า


หลังจากที่กองทัพภาคที่ 4 ใช้กำลังทหารพรานลงพื้นที่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นคนในพื้นที่ แทนกำลังทหารหน่วยอื่น ๆ ที่มาจากภาคต่าง ๆ ของประเทศ เข้าไปทำหน้าที่ เกาะติดพื้นที่ เกาะติดประชาชน และเกาะติดสถานการณ์ โดยมีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางว่า ทหารพราน ที่ส่งลงพื้นที่จะสามารถดับ ไฟใต้ ได้ผล

และในวันที่ 1 เม.ย.นี้


จะมีการส่งทหารพรานจาก ปักธงชัย มาเสริมกำลังในพื้นที่อีก 20 กองร้อย รวมทั้งปฏิบัติการของ ทหารพรานหญิง ในการสลายการชุมนุมปิดถนนต่อต้านอำนาจรัฐ ให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมในพื้นที่ จ.ยะลา 3 ครั้งที่ผ่านมาได้ผลดี สามารถควบคุมฝูงชน และนำตัวออกจากที่ชุมนุมได้ จึงทำให้ทหารพรานตกเป็นเป้าของฝ่ายตรงข้าม เพื่อ กำจัด ให้พ้นจากพื้นที่

วิกฤติ สะบ้าย้อย เมื่อไหร่จะเกาถูกที่คัน ?



"ยุทธศาสตร์" ที่ "แกนนำ" ขบวนการแบ่งแยกดินแดนนำมาใช้


ไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นการกระทำแบบง่าย ๆ โดยให้แนวร่วมในระดับ อาร์เคเค แต่งกายคล้ายทหารพราน ใช้ปิกอัพในลักษณะเดียวกัน ซึ่งชาวบ้านเห็นทุกวันว่าทหารพรานและทหารราบใช้ในการลาดตระเวน ขับรถผ่านไปยังจุด เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น ร้านน้ำชาที่ มุสลิม นั่ง ปอเนาะ หรือ มัสยิด ซึ่งเป็นศาสนสถานที่คนมุสลิมให้ความเคารพ แล้วกราดกระสุนเข้าไป เพื่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสร้างความ เจ็บแค้น ให้กับผู้นับถือศาสนาอิสลาม

หลังจากนั้น "แกนนำ" ก็สั่งการใช้ "แนวร่วม"


ที่อยู่ในกลุ่ม เปอร์มูดอ หรือ เยาวชนกู้ชาติปัตตานี ที่มีหน้าที่ ปล่อยข่าวและปลุกระดม ปฏิบัติการ โฆษณาชวนเชื่อ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของ คนในเครื่องแบบ เป็นนโยบายของ รัฐไทย ในการทำลาย อิสลาม เพียงเท่านี้ก็เพียงพอในการ ราดน้ำมันลงบนกองไฟ ซึ่งเป็น ไฟ ที่มีเชื้อคุกรุ่นมายาวนานชั่วอายุคน ที่ถูกปลูกฝังในเรื่องประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และความขมขื่นจากเหตุความ อยุติธรรม ที่ได้รับในอดีต

ประกอบกับล่าสุด


ได้เกิดเหตุการณ์ทหารพรานที่มีอาการเมาสุรา ที่ ต.ตาเซ๊ะ อ.เมืองยะลา ตั้งด่านตรวจบุคคลและยานพาหนะ ได้ปฏิบัติการเกินเลยเพราะฤทธิ์สุรา ใช้อาวุธสงครามไล่ยิงวัยรุ่นที่เป็นนักเรียนปอเนาะในพื้นที่เสียชีวิต ทั้งที่ผู้ตายไม่มีอาวุธ ซึ่งขณะนี้มีการตรวจสอบจากตำรวจและฝ่ายปกครองแล้วว่า ทหารพรานเมาสุราจริง ยิงคนตายจริง และเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุจริง ซึ่งเจ้าทุกข์ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาไว้แล้ว

แต่ในส่วนของ "กองทัพ" กลับยังนิ่งเงียบ ไม่มีการ "ชี้แจง"


หรือนำผู้ทำความผิดไป มอบตัว หรือเข้าไป ทำความเข้าใจ ยอมรับผิดต่อประชาชนในเหตุที่เกิดขึ้น โดยปล่อยให้ แนวร่วม นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปลุกระดม ไปทั่วในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และขณะนี้กำลังจะ บานปลาย ไปยังประเทศมุสลิม เมื่อมี แนวร่วม จำนวน 20 คนข้ามไปยัง ประเทศเพื่อนบ้านให้ข่าว กับหนังสือพิมพ์ที่นั่นว่า เจ้าหน้าที่ไทยฆ่าคนมุสลิม

จะเห็นว่า "ยุทธศาสตร์" ของ "ขบวนการแบ่งแยกดินแดน"ไม่มีอะไรใหม่


หรือ พลิกแพลง เพียงแต่ใช้วิธีการ สร้างสถานการณ์ ให้เกิดขึ้น พร้อมทั้งอาศัยความ ไม่รู้ หรือ รู้ไม่เท่าทัน ของประชาชนในการ ป้ายสี ความผิดให้คนของรัฐ พร้อม ปลุกระดม ให้ประชาชนเป็น ศัตรู กับคนของรัฐ เพื่อดึง มวลชน มาเป็นพวก

ในขณะที่เจ้าหน้า ที่รัฐ "อ่อนด้อย"


ทั้ง ในด้าน ยุทธศาสตร์ คือไม่มีแผนในการดึงมวลชนมาเป็นของรัฐ และ อ่อนด้อย ทาง ยุทธ การ โดยสังเกตได้จากเหตุการณ์ที่ สะบ้าย้อย ในขณะที่ มวลชน ปิดถนนขัดขวางการเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารยังปล่อยให้คนไทยพุทธในพื้นที่ถูก อาร์เคเค ประกบยิงเสียชีวิตถึง 4 ศพในเวลากลางวันแสก ๆ ในขณะที่บนที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจ คลาคล่ำ ไปด้วย ผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายปกครอง และ ตำรวจ ทหาร

วิกฤติ สะบ้าย้อย เมื่อไหร่จะเกาถูกที่คัน ?



สถานการณ์ที่ "สะบ้าย้อย" เป็นสถานการณ์ที่ "อ่อนไหว" และ "เปราะบาง"


กว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เนื่องจาก สะบ้าย้อย เป็นอำเภอ หนึ่งของ จ.สงขลา เมื่อคนร้ายสร้างสถาน การณ์ และปลุกระดม มวลชน ให้ต่อต้านอำนาจรัฐได้ ก็จะใช้วิธีการเดียวกันกับพื้นที่ เสี่ยง ที่เหลือคือ อ.เทพา จะนะ นาทวี และ อ.สะเดา ได้อย่างไม่ยาก

เนื่องจากในพื้นดังกล่าว


ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ สีแดง และประชาชนส่วนหนึ่งในพื้นที่ข้างต้น เป็นผู้คนที่ โยกย้ายมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเมื่อเกิดขึ้นในอำเภอรอบนอกเหล่านี้ ย่อมเป็นผลกระทบต่อ อ.หาดใหญ่ พื้นที่เศรษฐกิจการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.สงขลา โดยตรง

สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุด


ไม่ว่าจะที่ อ.ยะหา อ.เมือง จ.ยะลา หรือที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ทำให้เป็น ช่องว่าง ที่เป็นสาเหตุของการ รบไม่ชนะศัตรู ของทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร อย่างชัดเจน โดยเฉพาะที่ สะบ้าย้อย เห็นชัดถึงความ อ่อนแอ ของฝ่ายปกครอง ที่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุเพื่อ คลี่คลาย สถานการณ์

ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกหน่วย


ยังไม่ปรับวิธีการ และมองไม่เห็น ช่องว่าง ของตนเอง ก็มีวี่แววว่าในอนาคตอันใกล้ สถานการณ์ใน จ.สงขลา จะ ลุกลาม เป็น ไฟ เหมือนกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นได้.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์