บัญชาการรบข้ามทวีป:แม้วตั้งป้อมสู้ไม่ถอย

เป็นเวลาเดือนเศษแล้วที่ ทักษิณ ชินวัตร ต้องร่อนเร่พเนจรอยู่ต่างแดน


และยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิด




ชัดเจนจากปาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่บอกว่า ต้องดูความเหมาะสม เหมาะควรก่อนว่าน่าจะเป็นเมื่อไร


แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ตอนนี้!

และคงไม่ใช่ภายในระยะเวลาที่ "รัฐบาลสุรยุทธ์" กำลังปฏิรูปบ้านเมืองด้วย

ถ้าว่ากันตามจริงและอิงความเป็นไปได้ ก็โน่นแหละ

"ปลายปี 50" เป็นอย่างเร็ว!!!


ถามว่า "ทักษิณ" จะอดใจรอได้นานขนาดนั้นหรือไม่ ยังน่าสงสัย



แต่ถ้าตราบใดไม่ได้รับ "ไฟเขียว" ให้เหินฟ้ากลับมาได้ ฝันก็สลายวันยังค่ำ

ที่น่าติดตามมากกว่า ก็คือ "ทักษิณ" วางแผนอะไรบ้างเกี่ยวกับอนาคตการเมืองนับจากวันนี้ไปต่างหาก


ถ้าจะสู้-สู้ได้หรือไม่ และสู้อย่างไร? ถ้ายอมถอย-ถอยได้แค่ไหน และอีท่าไร?

หมอมิ้ง หรือ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช


ประเมินจากสายตาระดับเซียนการเมืองใต้ฟ้าเมืองไทย ทุกคนสรุปตรงกันว่า "สู้"

แถม "สู้ตาย" ด้วย


เพียงแต่ "วิธีการนั้น" ย่อมต้องวางแผนกันให้ลึกซึ้ง

ถ้าจับสังเกตกันให้ดี จะเห็นอาการ "สู้" ของ "ทักษิณ" ตั้งแต่วันดีเดย์ 19 กันยายน โน่นแล้ว

เป็นการ "สู้" ทั้งๆ รู้ว่า คณะรัฐประหารได้เข้ายึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ได้หมดแล้ว

ที่สำคัญเป็นการสู้ "ข้ามประเทศ" โดยพยายามสั่งการผ่านมายังสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท

ด้วยแถลงการณ์ที่ร่างเตรียมไว้ก่อนหน้าแล้วถึง 3 ฉบับ เพื่อรองรับสถานการณ์ "รัฐประหารตัวเอง"

นั่นคือ...ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกาศปลด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และประกาศแต่งตั้ง พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ เข้าคุมสถานการณ์ แต่ยังไม่ทันได้อ่านจนจบฉบับที่สาม ก็ถูกตัดสัญญาณไปซะก่อน

เบื้องหลังการสู้ในช็อตนี้ มีผู้กำกับร่วมซึ่งเป็นตัวหลักอยู่ 2 คน ได้แก่ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และนายเนวิน ชิดชอบ

ขณะที่ตัวหลักอย่าง "น.พ.พรหมินทร์" ตัดสินใจปักหลักสู้เหมือนกัน โดยเก็บข้าวของและเอกสารบางส่วนจากทำเนียบรัฐบาล ไปประจำการที่กองบัญชาการทหารสูงสุดช่วงหัวค่ำ

พร้อมกับ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ และนายทหารอาวุโสอีกกว่า 10 นาย

ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นความพยายาม "สู้" ของ "รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เบอร์ 1" ในการต่อสายผ่านทางผู้ที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น

เพื่อหาช่องทางออกอากาศคำแถลงการณ์ของ "ทักษิณ" ผ่านทางวิทยุชุมชน แต่ไม่สำเร็จ




และแม้กระทั่งเมื่อฝ่ายยึดอำนาจ "ล้มกระดาน" ไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยการออกแถลงการณ์คณะปฏิรูปฯ ความพยายาม "สู้" ก็ยังไม่หยุด!!!

ข่าววงในรายงานตรงมาจากมหานครนิวยอร์กว่า "ทักษิณ" ยังยืนยันที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในเวทียูเอ็น โดยหมายจะอ้างถึงสถานการณ์ความไม่สงบที่กำลังเกิดขึ้นที่เมืองไทย

เพราะ "ทักษิณ" ยืนกระต่ายขาเดียวว่า...แม้จะจบในเมืองไทย

แต่ที่นิวยอร์ก ยังไม่จบ!!!

ความดึงดันที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสายตาชาวโลก เลยต้องถูกเบรกสายตรงจาก "คนโต" ของสหรัฐที่พำนักอยู่ที่เมืองไทย

สำทับด้วยการยืนยันจากทูตไทยประจำยูเอ็นก่อนถึงเวลาประชุมว่า "ทักษิณ" ได้กลายเป็นอดีตนายกฯ ไปแล้ว

หมดสิทธิใช้เวที "ยูเอ็น" ร้องหาความเป็นธรรม


แต่ความพยายามของ "ทักษิณ" ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น!!! "ทักษิณ" ยังได้ร่วมกับ พันธ์ศักดิ์ วิญรัตน์ พยายามเดินสายล็อบบี้ต่างชาติให้บอยคอตการทำรัฐประหารในไทย พร้อมกับปล่อยข่าวตั้ง "รัฐบาลพลัดถิ่น"





ให้หลังวันที่ 19 กันยา เพียงแค่ข้ามวัน!!!

ในระหว่างที่สถานการณ์ในเมืองไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของ "คปค." รวมทั้งคนสนิท 3-4 คน ได้แก่ น.พ.พรหมินทร์ พล.ต.อ.ชิดชัย นายเนวิน และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ถูกควบคุมตัวในสถานที่รับรอง

"ทักษิณ" ยังได้ฝากข้อความผ่านมาทาง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ทั้งข้อความตามมารยาท ทำนองให้ทุกคนให้ความร่วมมือกับ "คปค."

และข้อความที่สื่อความหมายโดยนัย ที่ว่า "ให้รอวันที่เป็นของเรา"

เซียนการเมือง รวมทั้งบุคคลที่คุ้นเคยกับ "ทักษิณ" ต่างรับรู้ดีว่า นี่คือท่าทีของการเตรียม "สู้" อย่างไม่ปิดบัง

เป็นอาการของคน "เจ้าคิดเจ้าแค้น" ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยแต่ดั้งแต่เดิม


ลักษณะบ่งชี้ของการ "สู้" ยังถูกส่งผ่านเป็นทอดๆ มาทางบรรดาลูกหาบทั้งหลาย ที่ปลุก "คลื่นใต้น้ำ" ให้คอยกระเพื่อมอย่างต่อเนื่องไม่หยุด


และยิ่งชัดเจนหลังจาก "น.พ.พรหมินทร์" ถูกปล่อยตัวช่วงสายวันที่ 1 ตุลาคม ให้หลังอีก 3 วันก็นัดหมาย วีระ มุสิกพงศ์ หารือแนวทางการทำงานของพรรคต่อทันที หลังจาก "ทักษิณ" ร่อนจดหมายลาออกจากหัวหน้าพรรคข้ามทวีป ช่วงเช้าวันที่ 3 ตุลาคม

ท่ามกลางความปั่นป่วนภายในพรรคที่สืบเนื่องจาก สมศักดิ์ เทพสุทิน นำทีมกลุ่มวังน้ำยม ลาออกร่วมร้อย ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม เป็นต้นมา

เหตุเพราะบรรดากรรมการบริหารพรรคที่มีเกือบ 120 ชีวิต กลัวโทษเว้นวรรคการเมือง 5 ปี หากพรรคถูกยุบ


ว่ากันตามยุทธศาสตร์การเมืองที่ได้วางเอาไว้ ก็ต้องบอกว่า จดหมายลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ "ทักษิณ" นั้น ถือเป็นวิธีการ "ถอยเพื่อตั้งลำ"!!!

สุดารัตน์ คนสนิท ตามติดทุกฝีก้าว



ด้านหนึ่งถือเป็นการ "เอาตัวรอด" จากโทษเว้นวรรค 5 ปี หากตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรค อันเนื่องมาจากคดีจ้างวานพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษายน 2549

โดยจะสู้ในประเด็นกฎหมายอาญาไม่อาจเล่นงาน "ย้อนหลัง"

แต่สำคัญกว่านั้น คือ การ "ผ่องถ่ายอำนาจ"

เปลี่ยนมือให้ทายาทการเมือง "คนใหม่" ขึ้นมารับมรดกพรรคไทยรักไทย เพื่อรอวันสืบต่ออำนาจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

เพราะ "ทักษิณ" รู้ตัวดีว่า ระยะเวลา 1-2 ปีนี้ โอกาสที่จะกอดพรรคไว้กับอกมีแต่จะหมดไป และพรรคก็จะตายคามือ ถ้าไม่มีหัวขบวนหน้าใหม่เข้ามาขัดตาทัพ

ระยะที่ผ่านมา กระแสหนาหูเรื่องหาตัว "รักษาการหัวหน้าพรรค" จึงเป็นประเด็นที่ถูกโยนหินมากที่สุด

และก็นับเป็นเรื่องแปลกมากในสายตาผู้คนทั่วไปที่เกิดภาพ "เกี่ยงงอน" รับตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรค

โดยเฉพาะอากัปกิริยาของ "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์"

เพราะตามข้อบังคับพรรคแล้ว ในฐานะเป็นรองหัวหน้าพรรค "คนที่หนึ่ง" ย่อมต้องดำรงตำแหน่งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่ในที่สุดเลี่ยงได้จริงๆ!!!

กระทั่ง จาตุรนต์ ฉายแสง ยอมก้าวขึ้นมานั่งขัดตาทัพ หลังการเจรจาเงื่อนไขลงตัว


เหตุผลสำคัญของการที่ "คุณหญิงสุดารัตน์" เกี่ยงไม่รับตำแหน่ง ไม่ใช่เหตุผลด้วยเรื่องไม่พร้อม หรือความสามารถทางด้านกฎหมาย อย่างที่นำมาอ้าง

จาตุรนต์ ฉายแสง ผู้รับไม้ต่อจากท๊ากสิน

หากแต่อยู่ที่ "ภาพลักษณ์" ที่แยกกันไม่ออกจาก "ทักษิณ" ต่างหาก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ

ในฐานะที่เป็น "คนสนิท" ตามติดทุกฝีก้าว

และย่อมหลีกเลี่ยงจากการถูกจับตาว่าเป็น "นอมินี" ไม่พ้น

"จาตุรนต์" จึงเป็นทางเลือกที่ถูกล็อกเอาไว้แล้ว

โดยในวงของการเตรียมการนั้น หนีไม่พ้นแกนนำคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ น.พ.พรหมินทร์ และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ซึ่งได้รับไฟเขียวจาก "ทักษิณ" เรียบร้อยแล้ว

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เงื่อนไขการรับตำแหน่งของ "จาตุรนต์" นั้นเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เป็นความต้องการของ "จาตุรนต์" ก็คือ ทำพรรคในแนวทางประชาธิปไตยอย่างที่เขาอยากให้เป็น

แน่นอนว่า ประเด็นนี้ไม่มีใครขัดขวาง เพราะยังมีเวลาอีกนานกว่าจะขยับแข้งขยับขาทำอะไรได้ถนัด

โดยเฉพาะเป็นห้วงเวลาสำคัญที่ "ทักษิณ" จะได้มีเวลาสาละวน อยู่กับการปกปักรักษาสมบัติส่วนตัวให้รอดพ้นจากน้ำมือของ "คตส." ให้ได้มากที่สุด

พร้อมๆ กับการวิ่งเต้นให้รอดจากการถูกดำเนินคดีอาญา โดยอาศัยสายสัมพันธ์ที่เคยมีมากับ "แกนนำ คมช." บางคน

แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ในระยะยาวนั้น "จาตุรนต์" จะเป็นตัวของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน โดยที่ไม่ถูกครอบงำและสั่งการโดย "ทักษิณ" ผ่านมาทางคนสนิท???

และดูเหมือนว่า มีแนวโน้มว่า "จาตุรนต์" จะได้เป็นหัวหน้าพรรคคนที่สองเข้าจริงๆ ตามแผนการที่ "ทักษิณ" ได้วางเอาไว้ซะด้วย

ถึงตอนนั้นก็ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ระหว่าง "จาตุรนต์" ซึ่งมองเฉพาะเป้าหมายทางการเมืองที่ตัวเองอยากเดินกับ "ทักษิณ" ซึ่งหวังหลอกใช้ให้เป็นสะพานก้าวผ่านช่วงวิกฤติที่สุดของชีวิต

ใครจะแน่กว่ากัน???

เพราะในชั้นนี้ เซียนการเมืองต่างมองไม่ต่างกันว่า "ทักษิณ" ไม่มีวันปล่อยพรรคๆ ไทยรักไทยให้หลุดมือแน่ ยกเว้นว่าจะถูกยุบพรรค

และ "จาตุรนต์" ก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่เหมาะสมที่สุดที่จะจับเดินในกระดานนี้


โดยเฉพาะอาศัยเส้นสายบ้านสี่เสาฯ ผ่านทางหลังบ้าน ย่อมทำให้ไม่เป็นที่หวาดระแวงของ "คมช." เพื่ออีกด้านหนึ่งจะได้เดินเกมใต้ดิน ปลุกคลื่นใต้น้ำให้กระเพื่อมต่อเนื่องไม่หยุด

ท๊ากสิน สู้แน่ตามที่เกจิการเมืองอ่านเกม

ระบบแนวคิดของ "ทักษิณ" ในระยะนับต่อจากนี้ จึงอยู่ที่ระดมความเคลื่อนไหวใต้ดิน ซึ่งได้วางกำลังอยู่ทุกจังหวัด จังหวัดละไม่ต่ำกว่า 300 คน

ขณะเดียวกัน ก็แจกจ่ายหนังสือประวัติทักษิณ "ฉบับการ์ตูน" ลงถึงชาวรากหญ้า เพื่อเรียกคะแนนสงสารในฐานะเป็นนายกฯ คนจน แต่กลับโดนรัฐประหาร

"ทักษิณ" ยังคงเลือกใช้ช่องทางผ่านทางคนสนิทในการกระจายข่าวคราวความเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้ตัวเองตกไปจากกระแสความสนใจของประชาชน ในระหว่างที่ "พล.อ.สุรยุทธ์" เดินสายตะล่อมมวลชนตามแนวทางนโยบาย 66/23 ที่เคยใช้สำเร็จมาแล้วในอดีต

จะว่าไปแล้ว ในทางการเมืองนั้น นาทีนี้ "ทักษิณ" ไม่มีพรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียว เพราะหากถึงวันที่ถูกยุบพรรค ก็หมายถึงสวรรค์อาจล่มเอาได้ง่ายๆ

สิ่งที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้นั้น ก็ด้วยการต่อสายกับอดีตแกนนำที่เป็น "นักการเมืองมืออาชีพ"

เพื่อหยิบยื่นข้อเสนอ "ส่งท่อน้ำเลี้ยง" ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายรับได้

โดยขณะนี้ได้มีการเจรจากันแล้วในเบื้องต้นกับ สมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ยกโขยงออกไปเป็นทีมแรกเรียบร้อยแล้ว เพื่อรอวันตั้งพรรคใหม่

แกนนำในพรรคใหม่นี้ ประกอบไปด้วย เพื่อนซี้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พินิจ จารุสมบัติ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขาฯ คมช. ซึ่งได้ไปร่วมหารือบนโต๊ะอาหารในโรงแรมดังกลางกรุงมาแล้ว

ด้านหนึ่งมองได้ว่า จะเป็นพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจของ "คมช." โดยอาจเลือก มรว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของ "คมช." หรือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มการเมืองวังน้ำยม เป็นหัวหน้าพรรค

แต่อีกด้านหนึ่งก็มองได้ว่า พรรคนี้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็น "พรรคนอมินี" ให้แก่ "ทักษิณ" เพราะระดับแกนนำทุกคน ล้วนเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์กันมาก่อน

ไม่เว้นแม้กระทั่งตัว "เลขาฯ คมช."

สังเกตได้จากความเคลื่อนไหวก่อนการนัดหมายหารือ มีการพูดถึงการเชื้อเชิญ "คุณหญิงพจมาน" ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจัดการเรื่องบัญชีทรัพย์สิน ให้ร่วมวางแผนหารือด้วย

และในเบื้องต้น ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจาก "คุณหญิงพจมาน" ที่จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินในการตั้งพรรค เพียงแต่กลัวความแตก จึงต้องยกเลิกไปก่อน


อย่างไรก็ดี น่าจับตามองว่า หนึ่งในแผนการสำคัญที่ "ทักษิณ" ได้วางเอาไว้ ยังรวมถึงการผลักดันให้ "คุณหญิงพจมาน" ลงเล่นการเมือง ในฐานะทายาทการเมืองเต็มตัว


เพราะได้มีการประเมินกันแล้วว่า "คมช." ไม่น่าจะปล่อยให้ "ทักษิณ" หลุดรอดเงื้อมมือไปได้

ไม่ว่าจะเป็นการถูกตัดสิทธิการเมืองระยะยาว การถูกเล่นงานเรื่องโครงการทุจริตคอรัปชั่นต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดทรัพย์ พร้อมๆ กับการตัดฐานกำลังสำคัญในหมู่ชาวรากหญ้าให้เหี้ยน

และ "หมัดเด็ด" สำคัญตรงที่คดีอาญาในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับ "สถาบัน" ซึ่งจะเป็นประเด็นที่สาหัสจนทำให้ "ทักษิณ" ไม่อาจกลับมาเล่นการเมืองได้อีก

ด้วยเหตุนี้ "ทักษิณ" จึงจำเป็นต้องสร้างทายาทที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ เพื่อรอวันกลับมาทวงคืน ทั้งสมบัติส่วนตัวและเส้นทางเดินบนถนนการเมือง ที่เฝ้ารออยู่ทุกลมหายใจ

พร้อมๆ กับเตรียมไล่ "เช็คบิล" ฝ่ายที่โค่นล้มบัลลังก์ให้จมดิน

และไม่เป็นเรื่องที่แปลกแต่อย่างใด หากว่าแผนการต่างๆ ที่ "ทักษิณ" ได้เตรียมไว้นี้จะเป็นจริงขึ้นมาสักวัน

หากว่า "คมช." ขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณไม่หมด

อันเนื่องมาจากมี "หนอนบ่อนไส้" ปะปนอยู่ในศูนย์กลางแห่งอำนาจของ คมช



แหล่งที่มา:

เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์