คนกรุงอารมณ์การเมืองพุ่งปรี๊ด


วันนี้ (  29 เม.ย.) นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า จากการสำรวจอารมณ์ทางการเมืองล่าสุดของประชาชนทั่วประเทศ  ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 แม้ผลการสำรวจจะไม่สมบูรณ์ 100 % เต็ม แต่แนวโน้มที่ออกมาพบว่า อารมณ์ทางการเมืองของคนกรุงเทพฯ และภาคกลางมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ภาคอีสาน และภาคเหนือลดลง ส่วนภาคใต้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในส่วนของกรุงเทพฯ ผลสำรวจครั้งแรกอยู่ที่ 17 % ครั้งที่ 2 เพิ่มเป็น 24 % พอหลังเกิดเหตุการณ์ที่ถนนสีลมเพิ่มเป็น 32 %  แต่ปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 37 % สำหรับภาคกลางนั้นตัวเลขตอนแรกอยู่ที่ 53 % ครั้งที่ 2 ลดลงเหลือ  12 % ครั้งที่ 3 เพิ่มเป็น 20 % และครั้งล่าสุด 25 %  กรณีดังกล่าวสะท้อนได้ว่ากรุงเทพฯเป็นพื้นที่การชุมนุมและภาคกลางก็อยู่ใกล้การชุมนุมทำให้คนมีอารมณ์ทางการเมืองสูง แต่โดยภาพรวมก็ยังไม่น่าเป็นห่วง
   
นพ.ชาตรี กล่าวต่อว่า สำหรับการสำรวจครั้งนี้เป็นการสอบถามประชาชนทั่วไป แต่คิดว่าหากไปสำรวจกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง อารมณ์ทางการเมืองคงจะสูงกว่านี้ อาจจะสูงถึง 80 %
   
ด้าน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรณีเหตุการณ์ 10 เม.ย.ที่สี่แยกคอกวัวจากการลงไปเยี่ยมผู้ป่วยหลาย รพ. ตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. พบว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดจะกลับไปร่วมชุมนุมหลังจากหายป่วย มีเพียงรายเดียวที่ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาซึ่งถูกกระสุนยางจนตาบอด โดยทั้งผู้ป่วยและมารดารู้สึกผิดอยู่ ยังไม่คิดว่าจะกลับไปหรือไม่ สำหรับอารมณ์ความรุนแรงที่พบ คือ คนกลุ่มนี้มีความโกรธ เพราะมองว่าตัวเองถูกกระทำ เป็นเหยื่อ คิดว่าผู้กระทำต้องรับผิดชอบ ถึงขั้นจะเอาชีวิตฝ่ายตรงข้ามเลย  อย่างไรก็ตามสิ่งที่พบอีกอย่างคือ คนกลุ่มนี้มองว่าในการรักษาตัวนั้นมองว่าถูกปฏิบัติแบบไม่เป็นมิตร ในขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ถนนสีลม นั้นก็มีความโกรธแค้นเช่นกันแต่เป็นการโกรธคนละแบบ คือ คนส่วนนี้มองว่า เขาทำเพื่อชาติและสถาบันเช่นกัน แต่ในความรู้สึกไม่แรงเท่ากลุ่มแรก.

เครดิต :
เครดิต : เดลินิวส์ (อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์)


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์