ขุนศึก...ฝ่ายค้านหัดขับ

"พรรคเพื่อไทย" ที่แปลงร่างมาจากพรรคพลังประชาชน ก็ "ขาดหัว" ในการกุมทิศทางและนำพาพรรค แม้จะมี "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" นั่งแท่นเป็นหัวหน้าพรรค ทว่าก็ไม่ได้สวมสูทในบทบาทสมาชิก "สภาหินอ่อน"

พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านใหม่จึงขาดสภาพคล่องในการสั่งการในสภา ยิ่งเมื่อเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมาจึงเห็นได้ชัดว่า ส.ส.เพื่อไทย "เกี่ยงกันเป็น" ผู้นำฝ่ายค้าน แม้ไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ "ขุนศึกเพื่อไทย" ก็ยังคงบทบาทฝ่ายค้านอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะมีขบวนการรับลูก-ส่งลูกในการเตะสกัดการอภิปรายของฝ่ายตรงข้ามในลักษณะ "กวนน้ำให้ขุ่น" อย่างถึงกึ๋น

มือวางอัน 1 เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก "สุนัย จุลพงศธร" ที่สวมบทกูรูทางการเมืองด้วยการตั้งแท่นชำแหละรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลจนรัฐบาลตั้งรับแทบไม่ทัน โดยเฉพาะบทบาทการกระหน่ำซ้ำตี "กษิต ภิรมย์" ว่าเป็นรัฐมนตรีค่ายพันธมิตร ทุกครั้งที่มีโอกาส

การเล่นบทฝ่ายค้านจำเป็นจึงทำให้ "พี่ใหญ่" อย่าง "สุนัย" ลุกขึ้นประท้วงเป็นตัวอย่างให้น้องๆ ฝ่ายค้านใหม่อย่างเหนือชั้น โดย "สุนัย" จะลุกขึ้นขัดขาผู้อภิปรายจากฝ่ายรัฐบาลทุกครั้งที่กำลังอภิปราย "เข้าด้ายเข้าเข็ม"

ยิ่งเมื่อประสานมือกับบุคลากรป่วนที่มีคุณภาพอย่าง "จตุพร พรหมพันธุ์" ด้วยแล้ว บทบาทการขัดขารัฐบาลยิ่งข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะภายหลังสวมบทฝ่ายค้านได้ไม่นาน "จตุพร" ที่เคยประกาศตัวเป็นเด็ก "นายใหญ่" ก็เล่นบทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้มมากกว่าครั้งเป็นรัฐบาลหลายช่วงตัว โดยเฉพาะในภาวะที่มวลชนคนเสื้อแดงอ่อนแรงเขาคนนี้ยิ่ง "เพลย์เกม" ในสภาด้วยท่าทีที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนมากขึ้น

ขบวนการ "ขัดขวาง-ขัดขา" ยังมีลูกขุนอีกเพียบที่ต้องเอ่ยนาม โดยเฉพาะฝ่ายค้านมือโปรฯ อย่าง "ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน" ที่มักลุกขึ้นประท้วงด้วยเรื่องผิวๆ อาทิ ผู้อภิปรายแต่งกายไม่สุภาพ, ติดกระดุมผิดเม็ด, ไม่ติดบัตรแสดงตน เป็นต้น

ส่วนขุนศึกดาวเด่นที่มีฝีมือป่วนจำต้องบันทึกไว้เพื่อเอ่ยอ้างถึงสรรพคุณอีกคน คือ "นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย"

แม้จะเป็นขาป่วนมือใหม่ แต่ฝีมือนั้น "ขั้นเทพ" โดยเฉพาะผลงานล่าสุดในการเสนอให้นับองค์ประชุมแบบทีเผลอจนทำให้วันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาการประชุมสภาต้องล่มกลางอ่าว จนนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ต้องสัพยอกว่า "เป็นกงกรรมกำเกวียนของรัฐบาล"

นอกจากนี้ยังมีมือป่วนสำรองอีกหลายคน อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน, นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา, นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ที่มักเตะตัดขาฝ่ายรัฐบาลทุกครั้งที่สบโอกาส ส่วนใหญ่มักอ้างเหตุ การอภิปรายไม่อยู่ในประเด็น, การผิดข้อบังคับการประชุม, การพูดเยิ่นเย้อ ฯลฯ แต่สิ่งที่เป็นแผนเด็ดที่สุด คือ "การนับองค์ประชุม" ที่เมื่อเสนอวาระนี้ขึ้นมาครั้งใดเป็นต้องสร้างอุณหภูมิเดือดในห้องประชุม

ซึ่งขบวนการป่วนเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ "ทั่นประธาน ไม่แข็ง" โดยเฉพาะการประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณากรอบการค้าอาเซียนในช่วงที่ผ่านมา "ประสพสุข บุญเดช" รองประธานรัฐสภา แทบตั้งตัวไม่ติด จนต้องตั้งรับด้วยการสั่งพักการประชุมเพื่อแก้ไขสถานการณ์

แต่ในช่วงที่ทั่นประธานแข็งๆ อย่าง "ชัย ชิดชอบ" ขุนศึกเหล่านี้มักจะไม่ค่อยลองของ เพราะถ้าลองของก็มักจะเจอมุขเด็ดจาก "ปู่ชัย" ที่เอ่ยแค่มุขเดียวก็จอดแล้ว

เครดิต :
เครดิต :เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์มติชน


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์