พูดตรง ๆ วันนี้ผมสะบั้นไมตรีแล้ว

พูดตรง ๆ วันนี้ผมสะบั้นไมตรีแล้ว


คงไม่มีอะไรร้อนไปกว่าข่าวการเจรจาระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อต่อรองทางการเมืองอีกแล้ว ’ทีมข่าวการเมืองเดลินิวส์“ ได้สัมภาษณ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้ให้ข้อมูลจนสร้างความฮือฮาในครั้งนี้

ทำไมต้องส่งคนกลางมาเจรจากับคนชื่อสุเทพ เทือกสุบรรณ

ผมเล่าประวัติศาสตร์ให้ฟังนิด คุณทักษิณกับผมคุยกันเรื่อย ในอดีตตอนแรก ๆ คุณทักษิณก็พยายามจะชวนผมไปอยู่พรรคไทยรักไทย ผมก็อธิบายว่าอุดมการณ์ไม่เหมือนกันและผมไปไม่ได้เพราะถ้าผมไปเหมือนทรยศต่อประชาชน พอตั้งพรรคเสร็จส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งเสร็จกำลังหาเสียงใกล้ถึงวันเลือกตั้งก็นัดพบผมที่บ้านอดีตผบ.ตร.คนหนึ่ง ก็ชวนว่าเอาอย่างนี้พรรคที่ 1 กับที่ 2 เป็นรัฐบาลร่วมกัน ผมก็บอกว่าไม่ได้หลักคือพรรคหนึ่งเป็นรัฐบาล พรรคหนึ่งต้องเป็นฝ่ายค้าน คุณทักษิณไม่ต้องกังวลใจสบายใจได้เลย ถึงเวลาคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี อะไรที่ผมร่วมมือได้ผมไป เขาทำบุญใหญ่ที่สวนอัมพร ผมก็ไปร่วม ผมไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเคารพกติกา แพ้เป็นแพ้ไม่มีปัญหาเรื่องส่วนตัว แต่ว่าเมื่อเป็นนายกฯ ไปนาน ๆ ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าระบอบทักษิณขึ้น ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้ไว้ ใช้อิทธิพลทางการเมืองครอบงำองค์กรต่าง ๆ เอาญาติตัวเองเป็น ผบ.ทบ.มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น เริ่มมีคนต่อต้านแต่คุณทักษิณก็ยังไม่แก้ไขตัวเอง เลือกตั้งปี 48 ชนะเลือกตั้งมาท่วมท้นแต่ว่ามาใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้เสียงข้างมากผ่านกฎหมายช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ให้บริษัทธุรกิจของตัวเอง ยิ่งไปขายกิจการโทรคมนาคมแล้วไม่เสียภาษีเลยได้เงินมา 7 หมื่นล้านบาท อันนี้เป็นฟางเส้นสุดท้าย ประชาชนลุกฮือ คุณทักษิณยุบสภาเพื่ออาศัยการเลือกตั้งมาฟอกตัวเอง เราก็ไม่อยากเป็นเครื่องมือจึงประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งรณรงค์ให้คนโนโหวต ตอนแรกคุณทักษิณไม่กลัวแต่พอมีเรื่อง 20% คุณทักษิณก็ขอเจรจากับผม ให้ผมช่วยคิดหาทางออกผมบอกยินดี ก็ตกลงพบกันที่บ้านพิษณุโลก ก็คุยกันจนมีทางออกให้คุณทักษิณแสดงน้ำใจทำสัตยาบันเรื่องการปฏิรูปการเมือง ก็ขอให้ผมทำหนังสือมา ผมก็ทำแล้วให้คนไปให้ที่พรรคไทยรักไทย แต่ปรากฏข่าวภายหลังว่าคุณทักษิณไปประชุมกับพรรคเล็ก ๆ ที่รัฐสภาแล้วประกาศสัญญาประชาคม ผมก็เลยได้บทเรียนตั้งแต่นั้นว่าคุณทักษิณพูดจาอะไรเราไม่สามารถจะเอาเป็นสาระได้นะ ที่เจ็บปวดมากคือให้คนออกมาปล่อยข่าวว่าผมไปรับเงิน 2,000 ล้านบาท ผมก็ไม่ว่าอะไรหลังจากนั้นมีนัดกันแล้วก็เบี้ยวผมอีก ผมก็เลยตัดสินใจไม่คุยก็จบไป จนเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปปี 54 ก็เริ่มทำนองเดิมอีก มีคนนั้นคนนี้มาพูดว่าถ้า 2 พรรคนี้ร่วมมือกันบ้านเมืองจะสงบ มีมาเรื่อย ผมก็ปฏิเสธไปเรื่อย จนในที่สุดมีคนกลางเข้ามาเจรจาอย่างที่ผมกราบเรียนไป เสนอเงื่อนไขอะไรผมก็ปฏิเสธ

คนกลางที่มาเจรจาพบกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ก็มาบอกผมว่าให้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลและอยากให้ผมยุติเรื่องการต่อต้านทั้งในระบบนอกระบบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ปรองดอง ผมก็อธิบายไปว่าไม่ว่าจะเสนอเงื่อนไขอะไร 2 เรื่องนี้ไม่มีทางหยุดได้เพราะว่าอันนี้ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ คุณแก้มาตรา 291 เพื่อที่จะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับของคุณเป็นอันตรายต่ออนาคตของประเทศ สิ่งที่พวกคุณได้แสดงท่าทีออกมาชัดเจนเลยก็คือว่าคุณไม่พอใจระบบศาลไทย คุณตั้งใจจะแก้ตรงนี้ ในประเทศประชาธิปไตยอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ อำนาจตุลาการเขาแยกกัน นี่คุณจะไปแก้เพื่อรวบอำนาจไว้ที่เดียว อย่างนี้ไม่ได้

หลังออกมาให้ข้อมูลประเมินปฏิกิริยาฝั่งคุณทักษิณมีอย่างไร

ผมเรียนตรง ๆ นะ ผมไม่สนใจว่าคุณทักษิณและบริวารของคุณทักษิณจะคิดอะไร พูดกันตรง ๆ ว่าวันนี้ผมสะบั้นไมตรีแล้ว ผมตัดสะพานแล้ว ผมคิดว่าคบกันไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะเขาเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมือง คือเขายังคิดอยู่ในแนวทางเดิม ๆ ว่าในประเทศไทยต้องคุยกับคนนั้นแล้วจบ มันไม่ใช่ เขาถึงทำไงครับว่าถ้าปรองดองก็หมายความว่าเอาพล.อ.สนธิไปพบกับคุณทักษิณตกลงกันแล้วจบ คุยกับสุเทพ ตกลงกันได้แล้วจบ คุยพรรคประชาธิปัตย์แล้วจบ ไม่ใช่แล้วเพราะว่าสิ่งที่เขาทำกระทบกับชีวิตของคนทั้งประเทศ คิดดูซิครับถ้าเขาเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ได้ตามใจเขา ไม่ใช่แค่ลบมาตรา 309 ออกไปแต่หมายถึงว่าการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นหลักสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยจะถูกเปลี่ยนไป วันนี้ในสภาพความเป็นจริงฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วแต่ที่เป็นอิสระคือศาล แต่กระบวนการของระบอบทักษิณและลัทธิแดง วันนี้พุ่งโจมตีที่ศาล แม้แต่ในร่างที่แก้ไขรัฐธรรมนูญเขาก็เขียนเหตุผลนี้เอาไว้ว่าศาลใช้อำนาจเกินขอบเขต เป้าเขาไปที่ศาล เขาต้องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อรวบอำนาจตุลาการให้มาอยู่ในมือนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นคนของเขา อย่างนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ประเทศประชาธิปไตยไม่ทำอย่างนี้ อย่างนี้ทำลายหลักประกันเรื่องความยุติธรรมของประชาชนทั้งประเทศ แล้วระบบยุติธรรมของเราจะเป็นอย่างไร อันนี้ยอมไม่ได้ หัวเด็ดตีนขาดผมถึงบอกว่าตัดสะพานเถอะ ไม่ต้องมีไมตรีกันต่อไป ถ้าคุณยังเดินหน้าทำอย่างนี้ไม่ต้องมาคุยกัน เรื่องนี้ร้ายแรงกว่าเรื่องที่เขาเขียนกฎหมายเพื่อลบล้างความผิดของเขาเอง เพียงแต่เรื่องรัฐธรรมนูญไกลตัวประชาชน มองยาก คนยังมองไม่เห็นเราก็เลยจำเป็นต้องออกแรง คนที่รู้ที่เห็นต้องอธิบาย อย่าไปคิดว่าธุระไม่ใช่

นอกจากคุณสุเทพ ยังมีคนอื่นในพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกเจรจาหรือไม่

ผมเรียนได้ว่าคุณทักษิณได้เพียรพยายามส่งคนไปพบกับฝ่ายต่าง ๆ ใช้ความพยายามมาก อย่างในพรรคประชาธิปัตย์ก็มาหลายทาง ฝ่ายต่าง ๆ ผมไม่ต้องพูดว่าอะไรบ้าง ผมคิดว่าไม่มีใครเอาด้วย ไม่มีใครไปสนับสนุนแนวทางที่จะออกกฎหมายลบล้างความผิดให้กับคุณทักษิณและบริวารคุณทักษิณ

คนกลางที่มาเจรจานั้นเลือกข้างหรือเป็นกลางจริง

คนที่มาติดต่อผมเขาก็มองโลกในแง่ดี เช่น เขาคิดว่าบ้านเมืองน่าจะสงบได้ถึงขนาดมาพูดว่าเป็นรัฐบาลร่วมกันเถอะครับให้บ้านเมืองสงบแล้ว4 ปีค่อยมาสู้กันใหม่ พอไม่ได้ก็บอกว่าถ้าคิดว่าเป็นรัฐบาลร่วมกันไม่ได้ เอาอย่างนี้เป็นรัฐบาลแห่งชาติ เอานายกรัฐมนตรีที่เป็นกลางให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ผมก็นึกเห็นใจว่าเขาพยายาม ผมก็บอกว่าคุณไม่รู้หรือรัฐธรรมนูญปัจจุบันนายกรัฐมนตรีเขาต้องเลือกในสภา เขาบอกไม่เป็นไรเราก็แก้รัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรานั้น เขาพยายามคิดที่จะทำ เป้าหมายมีอย่างเดียวคือคุณทักษิณอยากกลับประเทศโดยไม่ต้องติดคุกขอให้ยกเว้นคดีความทั้งหมด ได้กลับมาสู่วงการการเมือง ที่ผมอยากจะ
บอกก็คือ เป้าหมายคุณทักษิณกับเป้าหมายคนเสื้อแดงเหมือนกันบางเรื่องแต่ว่าอาจจะต่างกันบางเรื่อง

พรรคประชาธิปัตย์เล่นเกมนอกสภาหรือการตั้งเวทีเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ ส.ส.

โดยธรรมชาติของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประเภทอนุรักษนิยมสู้ในรูปแบบ ไม่ค่อยออกมาหรอกครับ แต่คราวนี้มันพิสูจน์แล้วว่าเรื่องใหญ่ มัวแต่คิดถึงภาพลักษณ์ของพรรค มัวแต่คิดสู้ตามรูปแบบ ประเทศเสียหาย พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในการเมืองมานานมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มองทะลุในปัญหาทั้งหลายจึงควรจะเอาความรู้ประสบการณ์เหล่านี้ไปบอกประชาชนเจ้าของประเทศให้เขาตัดสินใจ อย่าคิดทำอยู่แต่คนเดียว อันนี้เป็นก้าวที่สำคัญ 65 ปีของพรรคไม่เคยตัดสินใจทำอย่างนี้ แต่วันนี้จำเป็นเพราะว่าเรื่องนี้เป็นความอยู่รอดปลอดภัยของชาติบ้านเมืองจริง ๆ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่งเหนือขีดความสามารถของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะทำแต่พรรคเดียวคนเดียว

การออกมาให้ความจริงเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การล้มล้างรัฐบาล

ไม่เลยครับผมพยายามจะบอกว่าให้หลีกเลี่ยงจะพูดจาถึงนายกฯยิ่งลักษณ์หรือรัฐบาลนี้ อันนั้นเอาไว้ตรวจสอบในสภา ที่จริงผมอยากจะชวนพวกเราว่าตั้งแต่นี้ต่อไปอย่าไปเรียก พ.ร.บ.ปรองดอง ให้เรียกว่ากฎหมายลบล้างความผิดให้คุณทักษิณและพวกพ้อง ตรงเลยกับเนื้อหา

เครดิต :
เครดิต : เดลินิวส์ (อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์)


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์