แฉหมอ-เภสัชกรลอบขายสารตั้งต้นยานรก

แฉ'หมอ-เภสัชกร'ลอบขายสารตั้งต้นยานรก

แฉหมอ-เภสัชกรลอบขายสารตั้งต้นยานรก

'เฉลิม' แฉ 'หมอ-เภสัชกร' ลักลอบขายสารตั้งต้นยาเสพติดให้ประเทศเพื่อนบ้าน สั่ง 'ดีเอสไอ' ตรวจโรงพยาบาลทั่วประเทศ เผยเส้นทางค้ายาฯเปลี่ยนเส้นทางมาเข้าจากลาว ไม่เชื่อมีปฏิวัติ ไม่มีเหตุรุนแรงตาม 'ธีรยุทธ' วิเคราะห์


19 มี.ค.55 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่โรงเรียนสตรีภูเก็ต จ.ภูเก็ต ถึงการเดินหน้านโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลว่า ถึงเวลานี้จากการข่าวที่รายงาน ตน ระบุว่า กระบวนการค้ายาบ้าและยาไอซ์ เปลี่ยนเส้นทางเข้ามาจากประเทศลาวสู่ภาคอีสานของไทย ซึ่งจังหวัดที่ป้องกันได้ยากส่วนใหญ่อยู่ริมแม่น้ำโขง ได้แก่ อุบลราชธานี นครพนม มุกดาหาร หนองคาย และล่าสุดตำรวจที่ จ.สกลนคร สามารถจับได้จำนวนมากถึง 762,000 เม็ด ซึ่งถือเป็นการจับได้จำนวนมากเป็นครั้งแรกของภาคอีสานทำให้เห็นได้ว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจมอบนโยบายให้กับหน่วยงานต่างๆ และตนเข้าไปบูรณการงานด้านการข่าวของตำรวจทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพ (ปปส.)อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ 87% เป็นการทะลักเข้ามาทางภาคเหนือมากที่สุดคือจ.เชียงราย แม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า น่าชื่นชมว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ผบ.ตร. เป็นคนที่ทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติดมาก่อน และพล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผู้บัญชาการสำนักงานปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) ก็เชี่ยวชาญเมื่อทำงานร่วมกับตำรวจทั้งประเทศที่มีความรับผิดชอบและตั้งใจทำงานจึงสามารถปราบปรามได้จำนวนมาก และจากการที่ตนลงพื้นที่ก็เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการผู้บัญชาการตำรวจภูธนภาค 3 และภาค 4 ให้ดูแลตามแนวตะเข็บชายแดนให้เข้มข้นขึ้น

“วันนี้เรารู้แล้วว่าสารเสพติดส่วนหนึ่งออกจากโรงพยาบาลต่างๆในประเทศไทย ผมจึงขอเตือนบรรดานายแพทย์ที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล เภสัชกร พวกเรียนหนังสือเก่ง ถ้ารู้อย่างนี้แล้วท่านยังทำอีกผมถือว่าท่านไม่รักประเทศชาติ ท่านต้องเห็นใจว่าพวกผมและตำรวจทำงานกันอย่างเห็ดเหนื่อย ถ้าท่านยังคิดเอาสารตั้งต้นไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเป็นหัวเชื้อ เพราะยาซูโดอีเฟรดีน 1 เม็ดสามารถทำเป็นยาบ้าได้ 3 เม็ด ผมกำลังจะหามาตรการ ดังนั้นถ้ามีพยานหลักฐานก็จะกล่าวหาทันทีว่าเป็นผู้ร่วมกระบวนการผลิต สารเหล่านี้นำไปโรงงานผลิตยาสำนักงานอาหารและยา(อย.)คุมได้ และเมื่อผลิตแล้วส่งไปที่โรงพยาบาลแล้ว อย.ก็ยังคุมได้ แต่หลังจากถึงโรงพยาบาลแล้ว ท่านจำหน่ายออกไป 2-5 แสนเม็ด โดยไม่มีหลักฐานผู้ซื้อ ผมก็ต้องสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ไปดำเนินการตรวจสอบ”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

เมื่อถามว่าโรงพยาบาลกี่แห่ง รองนายกฯ กล่าวว่า ตนขอไม่เอ่ยว่ามีจำนวนมากแค่ไหน เพราะกำลังจะดำเนินคดี แต่ในภาคอีสานที่ จ.กาฬสินธุ์ และ จ.อุดรธานี ชัดเจนแล้ว ภาคอีสานก็มีหลายแห่งภาคเหนือก็มีหลายแห่ง แต่ถ้าทั่วประเทศก็นับได้เป็นสิบสิบแห่ง เมื่อถามย้ำว่า เป็นขบวนการหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ขบวนการแต่เป็น “ความโลภ” เฉพาะบุคคล ซึ่งตนมอบหมายให้ดีเอสไอตรวจสอบพื้นที่ทั่วประเทศเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในการประชุมคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ก็เตรียมเสนอให้เรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ จากนั้นไม่ว่าจะพาดพิงหรือมีหลักฐานก็ต้องถูกจับทั้งหมด

เมื่อถามว่า จะขอความร่วมมือไปยังองค์กรแพทย์หรือแพทยสภาหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า นายวิทยา บูรณศิริ รมว.สาธารณสุข ได้รับเรื่องไปประสานแล้ว และจากนี้จะต้องควบคุมให้ได้ว่าถ้ายาถึงโรงพยาบาลแล้วไปขายหรือแจกจ่ายให้ใครต้องมีหลักฐานการซื้อขายเพราะไม่เช่นนั้นจะเห็นว่าตัวเลขมันเกินเหตุ จำหน่อยอกไป 1-2 แสนเม็ด โดยไม่มีหลักฐานใครจะไปกินยามากขนาดนั้น อย่างไรก็ตามหากตัดช่องทางนี้ได้ก็จะช่วยให้สถานการณ์ยาเสพติดดีขึ้นแน่นอน เพราะเราเดินมาถูกทางแล้ว

"เฉลิม" ไม่เชื่อมีปฏิวัติ ไม่มีเหตุรุนแรงตาม "ธีรยุทธ" วิเคราะห์

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่โรงเรียนสตรีภูเก็ต จ.ภูเก็ต ถึงกรณีที่นายธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์การเมืองว่าจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีกรอบว่า ถือเป็นมุมมองของนายธีรยุทธที่ตนไม่โต้แย้ง แต่มุมมองของตนเห็นว่าบ้านเมืองมาไกลแล้ว ทุกคนก็ได้เห็นปัญหาจากการปฏิวัติหลังปฏิวัติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง สุดท้ายก็นำมาสู่ความขัดแย้ง ปฏิวัติเสร็จรัฐบาลก็อยู่ระยะสั้นๆ อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ตนดูแลด้านม็อบและการข่าว ซึ่งเราก็ไม่รุนแรงเมื่อไม่ใช้ความรุนแรงความไม่พึงพอใจก็อาจจะมีบ้างแต่มันจะไม่รุนแรง เมื่อไม่รุนแรงก็ไม่มีสาเหตุของการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งนี้ส่วนที่ครูบาอาจารย์วิเคราะห์ก็เป็นสิทธิ์แต่ตนไม่วิเคราะห์ตามด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการจับตากลุ่มที่กำลังก่อตัวคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่าจะลุกลามใหญ่โตขนาดไหน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนมองว่าไม่มีเขาเริ่มใจ เพราะตนไปพูดที่ จ.มหาสารคาม ในห้องประชุมหัวเราะฝ่ายที่ออกมาต่อต้าน และยืนยันว่าไม่แก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะเป็นเพียงแค่การทำเข้าใจเฉพาะพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของเพื่อไทยหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ความจริงแล้วขอเพียงผู้สื่อขาวเข้าใจเรื่องก็จบ เพราะถ้าเผื่อพรรคเพื่อไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองแล้วจะยื่นญัติขอแก้ไข มาตรา 291 เพื่อให้มี สสร.ทำไม

อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่ามีการวิเคราะห์ด้วยว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกในช่วงเดือน เม.ย. ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ถ้าตนยังอยู่ตรงนี้ไม่มีความรุนแรง ไม่มีอะไรรุนแรงเพราะตนไม่สั่งให้ตำรวจใช้กำลัง อย่างเช่นเวลาลงพื้นที่แล้วมีกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีตนก็สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าห้ามถูกตัว ห้ามแตะตัวกลุ่มผู้ชุมนุมโดยเด็ดขาดเพราะเมื่อเขาทุกข์ร้อนมาเขาก็ต้องการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายกฯ “หรือแผนสองก็เตรียม ฮ. (เฮลิคอปเตอร์) ให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งผมคอยกำกับดูแลอยู่แต่ตัวไม่ได้ไปกำกับที่สนามบินเท่านั้น” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าพรบ.ปรองดอง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ขอยังไม่พูด ส่วนที่นายธีรยุทธก็แสดงความเห็นว่าพรบ.ปรองดองจะเดินหน้าไม่ได้ซึ่งตนยืนยันว่ายังไม่พูด เมื่อถามว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ระบุว่า หากมีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ขอพูด เพราะถ้าพูดไปจะกระทบใจกันเปล่าๆ อย่างไรก็ตามการเขียนกฎหมายในปัจจุบันนี้ เขาจะไม่มีระบุชื่อตัวบุคคลเหมือนในอดีต และตนจะไม่พูดเรื่อง  พรบ.ปรองดอง อีกแล้ว ส่วนจะยื่นทันสมัยประชุมสภาสมัยนี้หรือไม่ก็ยังไม่ขอพูดเช่นกันเดี๋ยวโดนดุ


เครดิต :
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์