สมานไม่สนิท!พัลลภ-จตุพรนปช.ยันไม่ยุ่งหากก่อความรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างพล.อ.พัลลภ กับนายจุตพร วันเดียวกันนี้

พล.อ.พัลลภ ยังเดินทางไปร่วมประชุมส.ส.พรรค พท.ตามปกติ ขณะที่นายจตุพรไม่ได้เข้าร่วม อย่างไรก็ตาม พล.อ.พัลลภ ปฎิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยระบุเพียงว่า "ยุติหมดแล้ว"
เมื่อถามว่า หมายถึงยุติการจัดตั้งกองทัพประชาชนหรือไม่ พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "สำหรับผมยุติแล้ว" จากนั้นพล.อ.พัลลพ เดินขึ้นรถไปทันที
 

พล.อ.พัลลภ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์อีกครั้ง ถึงกรณีที่พล.อ.ชวลิต ให้สัมภาษณ์ว่าความขัดแย้งยุติลงแล้ว

โดยพล.อ.พัลลภ ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า "พล.อ.ชวลิต ให้สัมภาษณ์อย่างนั้นหรือ" เมื่อผู้สื่อข่าวยืนยัน พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า " เป็นไปตามที่ท่านว่า เอาตามที่ท่านพูด"
เมื่อถามว่าใครทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสาน พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า "ผมนั่งคุยกันอยู่กับพล.อ.ชวลิต" จากนั้นพล.อ.พัลลภ ตัดบทและวางโทรศัพท์ทันที
 

พล.ต.ขัตติยะกล่าวว่า เมื่อบ่ายวันเดียวกันนี้ ระหว่างแกนนำเสื้อแดงประชุมใหญ่กัน

นายมานิต จิตต์จันทร์กลับ แกนนำคนเสื้อแดง โทรศัพท์มาคุยกับพล.อ.พัลลภ เพื่อประสานความเข้าใจระหว่างพล.อ.พัลลภ กับแกนนำคนเสื้อแดง หลังการพูดคุยทุกคนก็มีความเข้าใจกัน และเห็นชอบที่จะให้พล.อ.พัลลภ และตน ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้คนเสื้อแดงเหมือนเดิม และ พล.อ.พัลลภ ก็รับปากแล้วว่าจะกลับมาให้ความร่วมมือ


"ที่ผ่านมาเป็นความเข้าใจผิดกันของแกนนำ เขาเข้าใจว่าเราจะติดอาวุธสู้ แต่ไม่ใช่ เราหมายถึงติดอาวุธปัญญา แกนนำเสื้อแดงก็เข้าใจและให้เราทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยต่อไป โดยปราศจากอาวุธที่จะเข้าทางฝ่ายตรงข้าม เรื่องนี้ทั้งแกนนำ และ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความเข้าใจแล้ว จากนี้เราจะเดินหน้าในการต่อสู้ต่อไป" พล.ต.ขัตติยะ กล่าว 


ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 13.30 น. วันเดียวกัน ที่อิมพีเรียลเวิล์ด ลาดพร้าว แกนนำ นปช.

นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ และนานยณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมแกนนำร่วมกว่า 10 คนร่วมกันแถลงถึงจุดยืนของกลุ่ม โดยนายวีระกล่าวว่า แกนนำ นปช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าขณะนี้ขบวนการคนเสื้อแดงยังอยู่ครบถ้วน อุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงจะต่อสู้กับเผด็จการในแนวทางสันติวิธี อหิงสาไม่มีทางอื่นมาเจือปนและไม่มีใครมาบิดเบือนได้  ส่วนใครที่ห่วงใยว่า กลุ่มคนเสื้อแดงกำลังมีปัญหา และอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินไปสู่สงครามครั้งใหญ่นั้นขอให้คลายความกังวล หากมีกองทัพก็จะเป็นเหมือนกองทัพธรรม เป็นกองทัพประชาชนที่ต่อสู้อย่างสงบ  ส่วนสงครามที่จะทำนั้นก็เป็นสงครามทางความคิดระหว่างประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการ และสองมาคตรฐาน
 

นายวีระกล่าวว่า ท่าทีของรัฐบาลมองคนเสื้อแดงเป็นศัตรูมองด้วยความหวาดระแวงและพร้อมที่จะทำลาย รัฐบาลกำลังใช้สื่อของรัฐ รวมทั้งโฆษกรัฐบาล

สร้างภาพลวงตาว่าคนเสื้อแดงก่อความรุนแรง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม นอกจากนี้ยังใช้สื่อของรัฐชี้แจงเรื่องคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการก้าวก่ายอำนาจศาล 

 

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แกนนำเสื้อแดงก็มีเท่าที่เห็น ส่วนบุคคลอื่นหรือองค์กรอื่นจะเคลื่อนไหวอย่างไรถือเป็นเสรีภาพ ที่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่กำลังดำเนินการ ไม่เกี่ยวกับกลุ่ม นปช. 

การเคลื่อนไหวของ พล.อ.พัลลภ หรือพล.ต.ขัตติยะ ก็เป็นเรื่องของบุคคลอื่น องค์กรอื่น ไม่เกี่ยวกับ นปช. เพราะทั้งสองไม่เคยมาร่วมหารือ หรือดำเนินการร่วมกัน 
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.พัลลภและพล.ต.ขัตติยะ จะเข้ามาร่วมเป็นแกนนำ นปช.หรือไม่  นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เขาไม่ได้แสดงความจำนงที่จะสมัครเข้ามา เป็นเรื่องของทั้งสองคน เราก็ไม่ได้ทาบทามไป
 

ด้านนายจตุพรกล่าวว่า  การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะเป็นไปตามแนวทางสันติวิธี

เพราะไม่อยากย้อนไปเป็นเหมือนช่วงเมษายนที่ผ่านมา ที่รัฐบาลหาเรื่องและโยนความผิดว่าคนเสื้อแดงเป็นคนก่อความวุ่นวาย จึงต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่าไม่มีความรุนแรง หรืออย่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่กล่าวอ้างว่าความรุนแรงทำให้ได้รับชัยชนะ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ สิ่งที่ทำให้ได้รับชัยชนะคือชีวิตของวีรชน 
 

นายณัฐวุฒิ  ให้สัมาษณ์เพิ่มเติมว่า  ตั้งแต่วันที่ 8 – 25 กุมภาพันธ์ รัฐบาลใช้สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เผยแพร่รายงานข่าวเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ 

เช่นบอกว่าทรัพย์สินได้มาโดยมิชอบ เป็นการปูทางให้เกิดการยึดทรัพย์ นอกจากนี้ยังตั้งกองบัญชาการปฏิบัติการสกัด คุกคามการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในต่างจังหวัด โดยเฉพาะ 38 จังหวัด และขึ้นบัญชีแกนนำไว้กว่า 200 คน มีการตั้งด่านใน กทม. กว่า 200 ด่าน โดยอ้างว่าเตรียมพร้อมรับมือการชุมนุม  อยากถามว่าจะลุกลี้ลุกลนไปทำไม เพราะกลุ่มเสื้อแดงยังไม่ได้กำหนดเลยว่าจะชุมนุมใหญ่เมื่อไหร่   


"กำลังที่ออกมานั้น จริงๆ แล้วอาจไม่ใช่เพื่อป้องกันการชุมนุม แต่เป็นการเตรียมปล้นทรัพย์ใครบางคนหรือเปล่า เป็นการปล้นทรัพย์กว่าเจ็ดหมื่นล้าน แล้วเอากำลังมาขู่ชาวบ้านที่ไม่พอใจไม่ให้ออกมาแสดงออกใช่หรือไม่" นายณัฐวุฒิกล่าว
 

นายณัฐวุฒิกล่าวถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ทราบว่านายสนธิถวายฎีกาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 ทั้งๆ ที่มีคำสั่งฟ้องในเดือนธันวาคม 2552 แสดงว่านายสนธิยื่นถวายฎีกาก่อนที่จะถูกสั่งฟ้องใช่หรือไม่  เรื่องนี้ราชเลขาธิการต้องชี้แจง หากเป็นจริงก็ขอทราบว่า เนื้อหาในฎีการะบุอย่างไร เป็นการขออภัยโทษทั้งๆ ที่ยังไม่มีโทษหรือไม่ หรือหากเป็นการร้องทุกข์ร้องว่าอย่างไร
 



เครดิต :
เครดิต :เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์มติชน


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์