21 พธม.โอ่-พร้อมมอบตัว

คดีปิดล้อมรัฐสภา เสื้อแดง-ปรับแผน จัดทีมตามไล่นายกฯ ม็อบเสื้อแดงถอนเวทีแล้ว ไม่วายโดนลองของ ถูกยิงด้วยลูกเหล็กเข้าหลังเวทีคืนส่งท้าย หวิดอลหม่าน แถมจ่อถูกดำเนินคดี ยำทหาร “อนุพงษ์” ยันลูกน้องแค่ไปติดตามสถานการณ์

ด้านตำรวจเผยชื่อ 21 แกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ ที่ถูกหมายเรียก คดีนำคนป”ดล้อมรัฐสภา ไร้ชื่อ “จำลอง” ขณะที่ “อำนวย” แจงไม่เกี่ยวคดีบุกยึดทำเนียบฯ ที่ถอนข้อหาทั้งหมดแล้ว ส่วนคดีบุกยึดสนามบินสองแห่งกำลังดำเนินการ “พิภพ” แฉเหตุ นปช.จ้องไล่ “กษิต” เพราะรู้ลึกเรื่อง “ทักษิณ”

หลังปักหลักปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลมาครบ 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 24-26 ก.พ. ในที่สุดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็สลายการชุมนุมไปใน ช่วงก่อนฟ้าสาง  วันที่  27  ก.พ.  เรียบร้อยแล้ว 

โดนยิงลูกเหล็กส่งท้าย

โดยผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนการสลายตัว ของผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. เมื่อช่วงเข้าสู่วันที่ 27 ก.พ. ว่า เวลา 01.00 น. ในขณะที่ผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่อย่างเนื่องแน่น ได้มีผู้ไม่ประสงค์ดีใช้หนังสติ๊กยิงลูกเหล็กจาก ด้านในของโรงเรียนราชวินิต มัธยม ตกบริเวณหลังเวที ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเกิดความตกใจจนเกิดความชุลมุนอยู่ พักใหญ่ โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ขณะที่แกนนำทุกคน หยุดการปราศรัยโจมตีรัฐบาล หันมาจับไมค์ร้องเพลงกัน อย่างสนุกสนาน  กระทั่งเวลา  03.40  น.  แกนนำทั้งหมดขึ้นเวทีทำสัญญาใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่าหลังจากวันที่ 22  มี.ค.   จะรวมพลังกันอีกครั้ง   เพื่อทวงประชาธิปไตยคืนกลับมา   และร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี   และประกาศสลายการชุมนุมในที่สุด จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ของ นปช. ได้ช่วยกันรื้อเวทีบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ และเต็นท์ ที่อยู่บนถนนพิษณุโลกทันที 

ทหาร-ตร.ถอนพ้นทำเนียบฯ

ด้านในทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง จากที่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงประกาศสลายการชุมนุม และแยกย้ายกันกลับ  ต่อมาเวลา  07.00  น.  วันที่  27  ก.พ. เจ้าหน้าที่ กทม. ได้เริ่มทยอยเคลื่อนย้ายรถดับเพลิง รถสุขา ของ กทม. ที่จอดประจำการอยู่ออกจากทำเนียบฯ ขณะที่ เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดของ กทม. และทำเนียบฯ ก็ช่วยกัน ทำความสะอาด เก็บขยะภายในพื้นที่ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร  ก็เริ่มทยอยกันถอนกำลังออกจากทำเนียบฯ โดยมีการนำรถขนทหารและตำรวจมารับ ทำให้บรรยากาศภายในทำเนียบฯ กลับคืนสู่ภาวะปกติ ข้าราชการกลับมา ทำงาน  และมีการเป”ดประตูทางเข้าออกทำเนียบฯ ให้ได้ ใช้ทุกด้านแล้ว

ผบช.น.ชมเสื้อแดงอยู่ในกรอบ

ต่อมา พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. กล่าวถึง กรณีที่กลุ่มเสื้อแดงสลายการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ขอชมกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย และรู้สึกพอใจการทำงานของตำรวจในการดูแลความปลอดภัยในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ส่วนที่ผู้ชุมนุมประกาศจะกลับมา ชุมนุมใหญ่อีกครั้งใน 1 เดือนข้างหน้า ถือเป็นวิถีทางการเมือง ส่วนกรณีที่ผู้ชุมนุมทำร้ายทหารที่เข้ามาหาข่าวใน การชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น   ทหารคนดังกล่าวได้มาแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม เท่าที่ดูก็มีหลักฐานเอาผิดพอสมควร 

“อนุพงษ์” ยันลูกน้องแค่ไปดู

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึง การดำเนินคดีกับกลุ่ม นปช. ที่ทำร้าย ส.อ.อำนวย ทองอินทร์ ทหารสังกัด มทบ.11 ว่า กำลังพลคนดังกล่าวไม่ได้แต่งกาย สีแดง ไม่ได้ปลอมตัว และไม่ได้ทำอะไร เป็นการแต่งกาย ตามปกติ และติดตามสถานการณ์ แต่ถ้าแต่งเครื่องแบบทหาร จึงจะถือว่าเป็นการท้าทาย เดี๋ยวก็มีเรื่อง ซึ่งกำลังพล ของกองทัพภาคที่ 1 แต่งชุดสีเทา แต่กลับถูกกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ลากตัวไปทำร้าย ขณะนี้ผู้บังคับบัญชาได้แจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว  ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม  อยากให้กลุ่ม  นปช. ไปคิดทบทวนว่าตอนเราเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ  (คมช.)  ไม่เคยใช้ กำลังทหาร  ตั้งแต่การชุมนุมที่สนามหลวงจนถึงไปล้อมบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ส่วน การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทางทหารได้รับการร้องขอให้เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานเพื่อรักษาความสงบ ก็มาหาว่า เป็นพวกกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ใช่ 

โยนที่ผ่านมาเป็นหน้าที่ ตร.

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าตอนม็อบพันธมิตรฯบุกยึดสนามบินไม่ส่งทหารไปคุ้มกัน แต่ส่งมาคุ้มกันทำเนียบฯ ตอนนี้ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ช่วงนั้น มีคำสั่งให้ฝ่ายตำรวจดูแลสนามบินสุวรรณภูมิ และให้กองทัพเรือช่วยสนับสนุนรักษาความปลอดภัย หากกำลังไม่พอก็ร้องขอมาที่กองทัพบก ซึ่งกองทัพเรือจัดกำลังพลไป 1 กองร้อย กองทัพบก 3 กองร้อย แต่การจะให้ทหารเข้าไปสลายการชุมนุม เอาผู้ชุมนุมออกมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ จะเกิดผลเสียและเกิดการสูญเสียแน่นอน ดังนั้นคำตอบคือต้องไม่ให้มีการยึดสถานที่ต่างๆ หากมีการยึดเกิดขึ้นแล้วไปนำผู้ชุมนุมออกมาจะเกิดความเสียหาย เรื่องทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะประเมินสถานการณ์ และไม่หนักใจที่ถูกกลุ่ม นปช. โจมตีหาว่าทหารไม่เป็นธรรม แต่อยากให้ประชาชนเข้าใจว่าเราทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  

ปชช.เสียเวลากับการเมืองเยอะ

เมื่อถามว่า ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่กลุ่ม นปช.ไปชุมนุม ทางทหารจะดูแลอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ เราไม่มีอำนาจในพื้นที่ ไม่มีกฎหมายรองรับ ทั้งกฎอัยการศึก หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารเข้าไปไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งหมดถือเป็นการรักษาความสงบ ไม่ได้ถือว่าจะเป็นพวกใคร พร้อมกันนี้ ก็อยากให้ทุกคนจัดลำดับให้ดี ว่าเรามีปัญหาทางเศรษฐกิจ และทุกอย่างส่งผลกระทบทางด้านการเมืองและสังคม ขณะนี้เราต้องต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจ ต้องร่วมมือกัน เคยไปประเทศสิงคโปร์และจีน เขาร่วมมือต่อสู้เรื่องเศรษฐกิจกันมาก ประเทศไทยมีศักยภาพและคนไทยเก่ง แต่มาเสียเวลาอยู่กับเรื่องเหล่านี้เยอะ  

ตำรวจพอใจชุมนุมสงบ 

จากนั้น เวลา 09.00 น. ที่ บช.น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เรียกประชุมนายตำรวจ เพื่อสรุปสถานการณ์ การชุมนุมของกลุ่ม นปช. โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สำเริง สุวรรณพงษ์ ผบก.อก. และ พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รอง ผบก. หน.ศส.บช.น. จากนั้น พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพอใจและขอขอบคุณ ตำรวจทุกคน ทุกหน่วยที่มาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ไม่พบการทำลายสิ่งกีดขวางทางราชการ และยังไม่พบข้อความหมิ่นเบื้องสูง ส่วนคดีทหารถูกกลุ่มเสื้อแดงทำร้ายร่างกาย ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังและใส่กุญแจมือ ตำรวจมีหลักฐานการบันทึกเทป มีผู้ต้องสงสัย 7-8 คน ที่ร่วมทำร้าย เตรียมนำภาพไปให้ผู้บาดเจ็บดู หากยืนยันตัวบุคคล ก็จะขออนุมัติจับกุมนำตัวมาดำเนินคดี  

แจงคดีหมายเรียก 21 พธม. 

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. กล่าวถึงการออกหมายเรียก 21 แกนนำพันธมิตรฯ ให้มาพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาว่า ที่ถามมามากว่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ มีชื่ออยู่ใน 21 คนหรือไม่ เริ่มมีการเข้าใจผิดคิดว่าถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง ความเป็นจริงแล้วไม่มี ตร.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ออกหมายเรียกแล้วให้มาพบเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป วันละ 3-5 คน จนกว่าจะครบ 21 คน สำหรับข้อหาหลักคือ สมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และหน่วงเหนี่ยวกักขัง เพราะไม่ยอมให้ ส.ส.และ ส.ว.ออกจากรัฐสภา เป็นเหตุการณ์ที่นำประชาชนไปปิดล้อมรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่  ศาลปกครองกลางมีคำสั่งแล้วว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ ก็แปลว่าละเมิดกฎหมาย ตำรวจมีหลักฐานจากบันทึกภาพและเสียงว่าแกนนำเป็นผู้นำที่ดึงคนไปป”ดล้อมรัฐสภา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับนายกษิต และไม่เกี่ยวกับที่สนามบินสุวรรณภูมิ และที่สนามบินดอนเมือง 

คดีบุกทำเนียบฯ ถอนไปแล้ว

พล.ต.ต.อำนวย กล่าวอีกว่า คดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ ทางพนักงานสอบสวน สภ.ราชาเทวะ บช.ภ.1 เป็นผู้ดูแล ส่วนสนามบินดอนเมือง บก.น.2 สอบสวนไป 80-90 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ทั้ง 2 เรื่องนี้ทาง ตร.ให้รวมเป็นคดีเดียวกัน มี พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ส่วนคดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาล พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการไปนานแล้ว มีผู้ต้องหา 9 คน คือคดีที่เคยแจ้งข้อหากบฏ แล้วศาลให้ถอดข้อหากบฏ และคดีปิดล้อมรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 กำลังจะเรียกมา 21 คน มี พล.ต.ท. ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ว่าไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนที่ทำอะไรพูดอะไรไว้ต้องรับผิดชอบถ้าผิดกฎหมาย ถ้าตำรวจไม่ดำเนินคดีก็มีความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  

ไม่มา 3 ครั้ง ออกหมายจับ 

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากไม่มาตามหมายเรียกจะดำเนินการอย่างไร พล.ต.ต.อำนวย ตอบว่าหากมีเหตุผลเช่น ป่วย ติดธุระสำคัญ ก็สามารถเลื่อนออกไปได้ แต่หากไม่มาแสดงตนตำรวจจะออกหมายเรียก 3 ครั้ง ไม่มาก็ออกหมายจับ การออกหมายเรียก ถ้ามาพบตำรวจก็แจ้งข้อหาและปล่อยตัวไป หากพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องก็นัดมาพบ เพื่อส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาให้อัยการต่อไป

เผยชื่อผู้ถูกหมายเรียกไร้ “จำลอง” 

ทั้งนี้รายชื่อ 21 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ตำรวจออกหมายเรียกในครั้งนี้ ประกอบด้วย
 
1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ และผู้ก่อตั้ง นสพ.ผู้จัดการ และสถานีโทรทัศน์ ASTV
2. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ และ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์
3. นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ
4. นายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตรฯรุ่น 2 และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
5. นายสาวิต แก้วหวาน แกนนำพันธมิตรฯรุ่น  2  และเลขาธิการสมาพันธ์ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
6. นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต่อต้านคอรัปชัน
7. นายกิตติชัย ใสสะอาด หัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ และรองประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 
8.  นายสุชาติ  ศรีสังข์  อดีต  ส.ส. มหาสารคาม
9. นายพิภพ ธงไชย 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)
10. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ และอดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย

11. นายอมร อมรรัตนานนท์ อดีตเลขาธิการเครือข่ายคนเดือนตุลา
12. นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรฯรุ่น 2 และประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
13. นายพิชิต ชัยมงคล หัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ และอดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
14. นายอำนาจ พละมี คณะกรรมการฝ่ายการเมือง สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
15. นายประยุทธ วีระกิตติ  ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย (สคปท.)
16. นายสมบูรณ์ ทองบุราน อดีต ส.ว.ยโสธร
17. นายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษา รมว. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้ดำเนินรายการ “สภาท่าพระอาทิตย์” สถานีโทรทัศน์ ASTV
18. นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ที่ปรึกษารัฐมนตรี และอดีต ส.ว.นครราชสีมา และอดีตรองประธานวุฒิสภา
19. ทพ.ศุภผล เอี่ยมเมธาวี เลขาธิการสมัชชาประชาชนภาคอีสาน และอดีตผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครราชสีมา “กลุ่มมดเมือง” พรรคประชาธิปัตย์
20. นางมาลีรัตน์ แก้วก่า อดีต ส.ว.สกลนคร และ
21. น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ ผู้ดำเนินรายการบนเวทีพันธมิตรฯ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อแผ่นดิน

โต้ข้อหา รบ.เผด็จการซ่อนรูป 


จากนั้น เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการที่กลุ่มคนเสื้อแดงยุติการชุมนุมไปแล้วว่า ถือโอกาสขอบคุณที่การชุมนุมทุกอย่างจบลงด้วยความเรียบร้อย ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตนเอง ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศว่าอีก 1 เดือน จะกลับมาใหม่และจะยกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาลและรัฐมนตรีไปทุกที่นั้น ก็ทำได้ตราบใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาลเผด็จการซ่อนรูป แต่เป็นประชาธิปไตยและมาจากการเลือกตั้งในรัฐสภาอย่างถูกต้อง ถ้าจะขับไล่ หรือจะแสดง ความคิดเห็นก็ให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย รัฐบาลไม่กังวลและไม่คิดว่าการประกาศยกระดับการขับไล่จะทำให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีทำงาน แม้แต่การที่จะไปตรวจราชการ หรือพบประชาชนต่างจังหวัดก็ไม่มีผลกระทบ ถือว่าเป็นสิทธิต่างคนต่างทำหน้าที่ 


ปัดภาพทหารยึดทำเนียบฯ


เมื่อถามว่าการเอาทหารเข้ามา 21 กองร้อย เหมือนเป็นการยึดทำเนียบฯ ทำให้ภาพที่ออกไปภายนอกไม่ค่อยดี นายสาทิตย์ตอบว่า ทหารมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่อยู่แล้วในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจร้องขอ ไม่ใช่มายึดทำเนียบฯ ซึ่งทั้งทหารและตำรวจที่มาในครั้งนี้อยู่ในกรอบระเบียบวินัยฝ่ายผู้ชุมนุมก็มีเส้นทางเดินของเขา ไม่มีปัญหาอะไรกัน เมื่อถามว่าแต่ทำให้เกิดมาตรฐานระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดงที่ภาพลักษณ์ออกไปภายนอก นายสาทิตย์ตอบว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯเป็นเรื่องของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไม่ทราบว่าเขามีนโยบายอย่างไร เพราะฉะนั้นคงเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะตอนนั้นเป็นรัฐบาลชุดหนึ่ง ตอนนี้ก็เป็นอีกชุดซึ่งมันต่างกัน 

ป้อง “กษิต” ไม่ได้บุกสภาฯ

เมื่อถามว่ามองหรือไม่ว่าผู้บัญชาการทหารมีสองมาตรฐานเพราะเป็นคนคนเดียวกัน แต่การปฏิบัติไม่เหมือนกัน นายสาทิตย์ตอบว่า ต้องไปถามผู้บัญชาการทหาร และถามอดีต รมว.กลาโหมรัฐบาลชุดที่แล้วว่าตำรวจได้มีการร้องขอหรือไม่ แต่ตนเข้าใจว่าตอนนั้นไม่มีการร้องขอ แต่รัฐบาลชุดนี้ยืนยันว่าเราใช้หลักของกฎหมายที่จะควบคุมสั่งการ ไม่มีป’ญหาอะไร ข้อมูลเวลานี้สับสนมาก กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงพูดบางครั้งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น กรณีของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ก็บอกว่าทำไมหมายเรียกไม่มีชื่อของนายกษิต ทั้งที่หมายเรียกชัดเจนว่าเป็นกรณีที่ไปบุกหน้ารัฐสภา นายกษิตไม่มีชื่อถูกแจ้งความดำเนินคดีมาตั้งแต่ตอนนั้น จะมีชื่อได้อย่างไร 

“เทือก” ให้ “สมเกียรติ” สู้คดี

อีกด้านหนึ่งที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จ.เพชรบุรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีตำรวจออกหมายเรียก 21 แกนนำพันธมิตรฯ ที่มีชื่อนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิป’ตย์ รวมอยู่ด้วยว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ไม่มีเวลาติดตามดู แต่เมื่อเกิดคดีก็ต้องสู้คดีกันต่อไป 

อย่าใช้อารมณ์ตัดสิน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การไม่มีชื่อนายกษิต ทำให้อีกฝ่ายมองว่าเป็นการแหกตากันหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า เท่าที่ทราบเรื่องนี้มีผู้ถูกกล่าวหา 21 ราย แต่ตนไม่ได้ดูว่ามีรายชื่อใครบ้าง เพราะไม่ต้องการเข้าไปแทรกแซง ต้องถามตำรวจที่เป็นคนทำคดี และอย่าเอาอารมณ์มาตัดสินต้องใช้ข้อเท็จจริงดีกว่า ตำรวจมีความชัดเจนอยู่แล้ว เรื่องแบบนี้จะเอาเรื่องความชอบไม่ชอบ มาตัดสินไม่ได้

เชื่อใจเสื้อแดงไม่บุกป่วน 

ด้าน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวว่า การออกหมายเรียกแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ 21 ราย เป็น ขั้นตอนของกฎหมายที่ต้องมีการออกหมายเรียกก่อน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.นี้เป็นต้นไป และเชื่อว่ากลุ่ม  นปช.จะไม่มาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่  อ.ชะอำ หรือ หากมาจริงก็ไม่ถึงขั้นต้องตั้งด่านสกัด เพราะเป็นสิทธิที่จะแสดงออกโดยสันติและโดยสงบเรียบร้อยได้ตามขอบเขตของกฎหมาย

จี้ม็อบหยุดพาดพิงสถาบัน

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์  เวลา  11.00  น.  นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความ เคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงว่า แม้จะมีการยุติการชุมนุมของม็อบเสื้อแดงแล้ว แต่ก็มีสัญญาณชัดเจนในการเดิน เกมนอกสภาฯของพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเคลื่อนไหว 3 แนวทาง คือ 1. การเคลื่อนไหวที่ลงสู่ใต้ดินมากขึ้น 2. ใช้ยุทธศาสตร์ปล่อยข่าวลวงข่าวลือ เพื่อกลบข่าว และ 3. เดินสายในเครือข่ายต่างประเทศ ซึ่งทั้ง 3 แนวทางจะมีการเชื่อมโยงกัน พรรคประชาธิป’ตย์เป็นห่วงในประเด็นการปล่อยข่าวพาดพิงสถาบันที่อยู่นอกความขัดแย้งทางการเมือง เช่น การระบุ ว่ามีคนชนชั้นสูงมีความเห็นชอบในการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นอกจากนี้ การที่กลุ่ม นปช.ประกาศยุติความเคลื่อนไหวโดยจะยกระดับไปสู่ต่างประเทศ โดยใช้คำพูดว่า “ให้เป็นสีแดงทั้งแผ่นดิน” ถือว่าเป็นการสอดรับกับแถลงการณ์แดงสยามของนายใจ อึ๊งภากรณ์ ที่หลบหนีคดีหมิ่นสถาบันหรือไม่ แม้ว่าแกนนำ นปช.จะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับนายใจ แต่การชุมนุมของ นปช.ยังมีการยกป้าย “รักใจ” ด้วย  อาจเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น จึงอยากให้ยุติการพาดพิงสถาบัน เพราะจะเป็นการสร้างความขัดแย้งทางด้านความคิดของคนในชาติ 


ตอก สตช.บิดคดีน้องโบว์ 

นพ.บุรณัชย์ยังกล่าวถึงกรณีสำนักนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ระบุว่า น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ซึ่งเสียชีวิตจากระเบิดซีโฟร์ว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการออกมาให้ข่าวในช่วงที่คณะกรรมการป„องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ที่สลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค. 51 หรือไม่ พรรคประชาธิป’ตย์มีความเป็นห่วงในเรื่อง การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นธรรม เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน จึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่เสียชีวิต เพราะที่ผ่านมามีหน่วยงานด้านนิติวิทยาฯหลายแห่ง อาทิสถาบันนิติเวชของโรงพยาบาลรามาธิบดี โดย พล.อ.ต. วิชาญ เบี้ยวนิ่ม ซึ่งมี พล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา อดีต ผู้อำนวยการสถาบันนิติเวช ของ สตช.เป็นที่ปรึกษา รวมถึงแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ออกมายืนยันว่าน้องโบว์เสียชีวิตเพราะแก๊สน้ำตา 

เย้ยไม่ผิดคาดม็อบแดงล่ม

ส่วนนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัว หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการยุติการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงว่า เป็นไปตามที่คาดหมาย แต่ไม่อยากซ้ำเติม เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมีข้อจำกัดเรื่องแนวร่วม การเคลื่อน ไหว เพราะคนที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ เป็นเพื่อนฝูงกัน ขอให้คิดว่าเป็นสีสันทางการเมือง ที่ประกาศว่าอีก 1 เดือน จะระดมคนมาเป็นล้านนั้น ไม่มั่นใจว่าในอีก 1 เดือนข้างหน้า สถานการณ์จะเป็นอย่างไร จะได้รับการยอมรับและตอบสนองจากกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ การหยุดชุมนุมของคนเสื้อแดงน่าจะเป็นเงื่อนไขหรือการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ดีขึ้น ในส่วนของพรรคประชาธิป’ตย์ก็ขอขอบคุณในความร่วมมือนี้ 

สั่ง จนท.ปค.สร้างสมานฉันท์

ต่อมาเวลา 11.30 น.วันเดียวกัน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศสลายตัว และจะกลับมาใหม่อีก 1 เดือน และประกาศจะต่อต้านรัฐบาลในทุกพื้นที่ว่า หากมีการต่อต้าน เชื่อว่าจะมีผลกระทบกับรัฐบาลบ้าง อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณแกนนำและผู้ชุมนุม เพราะทั้งหมดมีสิทธิที่จะแสดงออก ถือเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่จะไปแสดงออกอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดูแล ส่วนการประกาศว่าอีก  1  เดือนจะกลับมาใหม่นั้น รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายสมานฉันท์และปกป้องสถาบัน  ผู้ว่าราชการจังหวัด  นายอำเภอ  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้คนในพื้นที่ที่มีความแตกแยก สามารถอยู่ร่วมกันได้  และยืนยันไม่วิตกหากรัฐมนตรีลงพื้นที่แล้วถูกเสื้อแดงออกมาต่อต้าน  เพราะถือเป็นการแสดงออก 

พธม.ชัยภูมิร้อง กมธ.สิทธิฯ

จากนั้น เวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา กลุ่มพันธมิตรฯ จังหวัดชัยภูมิ เกือบ 10 คน นำโดยนายนพสณฑ์ เสฏฐรังสี เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีที่มี 2 ส.ส.พรรคเพื่อไทย  คือ  นพ.ประสิทธิ์  ชัยวิรัตนะ และ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ นำประชาชนประมาณ 2,000 คน ป”ดล้อมเพื่อขัดขวางไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯเข้าร่วมพบปะสังสรรค์ และเสวนาทางการเมือง  ที่โรงแรมสยามริเวอร์ จังหวัดชัยภูมิ และโรงพยาบาลชัยภูมิ ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย  ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย  ทำให้เกิดความเสียหายกับกลุ่มพันธมิตรฯและประชาชนชาวชัยภูมิ ในการจัดกิจกรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ  ทั้งนี้  มีหลักฐานซีดีและภาพถ่ายของ  2  ส.ส.ชัยภูมิ  ที่ขึ้นเวทีเพื่อ ปลุกปั่นไม่ให้คนมาร่วมงาน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้าทางกลุ่มพันธมิตรฯจะไปยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และจะเข้าชื่อเพื่อยื่นถอดถอน  2  ส.ส.ต่อไป ขณะที่ นายสมชายกล่าวว่า  จะนำเรื่องเข้าสู่  กมธ.ในสัปดาห์หน้า และจะตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อลงไปสอบสวนข้อเท็จจริง 

เสื้อแดงไป ม็อบเกษตรฯ มา

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ม็อบเสื้อแดงเก็บเวทีสลายการชุมนุมไปแล้ว  แต่เวลา  13.00 น.  ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มเครือข่ายสมัชชาเกษตรกรรายย่อย ประมาณ 500 คน นำโดยนายรณชิต  ทุ่มโมง บุกเข้ามาชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล โดยใช้ช่องทางประตูสะพานมัฆวานรังสรรค์ เดินเลาะมาตามถนนริมคลองผดุงกรุงเกษม เข้ามาประชิดรั้วทำเนียบรัฐบาลที่บริเวณประตู 1 และประตู 2 จนเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยต้องรีบป”ดประตู 1 และ 2 แล้วนำโซ่มาคล้องอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกเข้ามาภายในทำเนียบฯ โดยผู้ชุมนุมเรียกร้องขอพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ผลักดันการแก้ปัญหากองทุนฟื้นฟูและเกษตรกรเป็นวาระแห่งชาติ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่เมื่อผู้ชุมนุมทราบว่านายกรัฐมนตรีไม่อยู่  ก็เกิดความไม่ พอใจ ขู่จะพังประตูและปีนรั้วบุกเข้ามาภายในทำเนียบฯ ทำให้นายอุกฤต  ภักดีวานิช  หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน ศูนย์บริการประชาชน  สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นตัวแทนออกมารับหนังสือจากผู้ชุมนุม  พร้อมรับปากจะนำข้อเรียกร้อง  แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ ทำให้ผู้ชุมนุมพากันสลายตัวกลับไป 

“ประพันธ์” อ้างไม่ได้รับหมาย  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ภายหลังมีการเผยแพร่รายชื่อ 21 แกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ ที่ถูกตำรวจออกหมายแล้ว ก็ได้สอบถามไปยังแกนนำพันธมิตรฯบางราย อาทิ นายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ได้รับคำตอบในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหมายเรียกใดๆจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็พร้อมเข้ารับข้อกล่าวหาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีบุกยึดหน้าทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ประชาชนทุกคนสามารถทำได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ แต่หากจะนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือม็อบเสื้อแดง ก็ต้องได้รับข้อกล่าวหาดังกล่าวเช่นกัน  เพราะที่ผ่านมาก็มีการชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบฯ

ยันไม่กระทบที่ปรึกษา รมว. 

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวจะส่งผลต่อตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ นายประพันธ์กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เป็นเพียงข้อกล่าวหาเท่านั้น   และหากมีการดำเนินคดีจนกระทั่งมีการฟ้องร้องจริง ตนก็ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ เพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งยังไม่ได้มีการชี้ขาดว่าผิดแต่อย่างใด ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ 


“พิภพ” ยันไปพบ ตร.แน่

 
ส่วนนายพิภพ ธงไชย 1 ใน 5 แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวถึงกรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกให้ไปพบในคดีป”ดล้อมรัฐสภา  โดยมีกำหนดให้ไปรายงานตัวตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.นี้เป็นต้นไปนั้น ว่า ส่วนตัวไม่มีความคิดเห็น อะไรที่เห็นว่าผิดกฎหมายก็ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปตามความเหมาะสม ส่วนเรื่องการเดินทางไปพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ต้องไปอย่างแน่นอน ส่วนจะไปวันไหน คงต้องให้ทนายความของพันธมิตรฯ เป็นผู้นัดวัน ส่วนเรื่องการเคลื่อนไหวของ นปช.ป”ดล้อมทำเนียบฯนั้น ไม่มีความคิดเห็น เวลานี้พันธมิตรฯ ไม่ได้มีมาตรการจะเคลื่อนไหวแต่อย่างใด มีแต่เพียงลงพื้นที่ให้ความรู้กับชาวบ้านในเรื่องกฎหมาย และการเมืองใหม่พร้อมทั้งเสนอแนะรัฐบาลว่าควรทำอย่างไรกับการดูแลบ้านเมือง  

แฉเหตุ นปช.จ้องไล่ “กษิต”

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า   คิดอย่างไรที่  นปช.เรียกร้อง ให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ลาออก นายพิภพตอบว่า การที่กลุ่มผู้ที่สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ต้องการให้นายกษิตลาออก เพราะว่านายกษิตเป็นคนเดียวที่สามารถบอกกับชาวต่างชาติให้รู้ความจริงได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดอะไรบ้าง นี่เป็นเหตุผลที่สำคัญที่พยายามกดดันให้นายกษิตลาออก 

“ยะใส” มั่นใจพิสูจน์ได้ไม่ผิด

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน  ผู้สื่อข่าวได้รับการเป”ดเผยจากนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ 1 ใน 21 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ถูกตำรวจออกหมายเรียกว่า ขณะนี้ยังไม่มีแกนนำคนใดได้รับหมายเรียก ซึ่งก็ยินดีไปรายงานตัวตามวันเวลาที่นัดหมายมา เพราะว่าแกนนำทั้ง 21 คนไม่มีใครคิดที่จะหลบหนีคดี เนื่องจากการชุมนุมเคลื่อนไหวใน 193 วันที่ผ่านมา ทุกคนทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ยอมเสียสละ ยอมเหน็ดเหนื่อย ยอมเสี่ยง เพื่อรักษาผลประโยชน์ ส่วนรวม และขับไล่รัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรม ซึ่งถือ ว่าเป็นหน้าที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นในเบื้องต้นเรามั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของพวกเราจะสามารถพิสูจน์ ตัวเองและก็ไม่ถูกดำเนินคดีในที่สุด

ซัดกลับคดีถล่มม็อบไม่คืบ

นายสุริยะใสกล่าวอีกว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นความคืบหน้าในส่วนการดำเนินคดีต่อกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างที่ตำรวจเคยรับปาก อยากทราบว่าดำเนินคดีไปถึงไหน ไม่ว่าจะเป็นคดีบุกบ้านสี่เสาฯ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นอกจากนี้อยากจะเรียกร้องทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มอันธพาลทางการเมืองที่ใช้อาวุธสงครามทั้ง M-79 และระเบิดยิงเข้ามาในบริเวณทำเนียบรัฐบาล ในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯอยู่หลายครั้ง ทำให้มีคนบาดเจ็บ พิการ และก็เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ว่าในขณะนี้ไม่มีความคืบหน้าเลย  ทั้งๆที่ตอนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ลงไปเก็บพยานหลักฐาน  แต่ดูเหมือนว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้รับความสำคัญ หรือความใส่ใจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด  ซึ่งในต้นสัปดาห์หน้านี้ตนจะเป็นตัวแทนพันธมิตรฯเพื่อที่จะไปทวงถามความคืบหน้าในคดีดังกล่าวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าได้มีความพยายามดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่  

ตร.เรียกสอบวันละ 5 คน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนได้ ออกหมายเรียกแกนนำพันธมิตรฯทั้ง 21 คน โดยกำหนดเข้าพบตำรวจเพื่อสอบปากคำในวันที่ 2 มี.ค. จำนวน 5 คน มีนายสนธิ  ลิ้มทองกุล  1  ใน  5  แกนนำพันธมิตรฯ  และผู้ก่อตั้ง นสพ.ผู้จัดการ และสถานีโทรทัศน์ ASTV นายพิภพ  ธงไชย  1  ใน  5  แกนนำพันธมิตรฯ  และประธานที่ปรึกษา คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) นายอมร อมรรัตนานนท์  อดีตเลขาธิการเครือข่ายคนเดือนตุลา  นาย สมศักดิ์  โกศัยสุข  1  ใน  5  แกนนำพันธมิตรฯ และอดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศ ไทย และนายสาวิต แก้วหวาน แกนนำพันธมิตรฯรุ่น 2 และเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)

ส่วนในวันที่ 3 มี.ค. จะเรียกสอบปากคำอีก 5 คน มีนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต่อต้านคอรัปชัน นายอำนาจ พละมี คณะกรรมการฝƒายการเมือง สมาพันธ์ แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นายประยุทธ วีระกิตติ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศ ไทย (สคปท.) นายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้ดำเนินรายการ “สภาท่าพระอาทิตย์” สถานีโทรทัศน์ ASTV และนายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 

นปช.จัดสัญจรแดงทั่วแผ่นดิน

จากนั้นในช่วงบ่าย ก็มีความคืบหน้าเกี่ยวกับความ เคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำ นปช. กล่าวภายหลังการยุติการชุมนุม คนเสื้อแดงหน้าทำเนียบรัฐบาลว่า  การชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ และอาจสร้างความผิดหวัง ให้กับพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการ เห็นการต่อสู้ให้ยาวนานกว่านี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดง จะดำเนินการต่อสู้ใหม่ด้วยการ ดาวกระจายเปิดเวทีสัญจรแดงทั่วแผ่นดิน ให้ความรู้ และข้อเท็จจริงแก่ประชาชนในแต่ละภาคเป็นเวลา  1  เดือน โดยเบื้องต้นจะเริ่มจากภาคอีสาน ที่จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 8 มี.ค. จากนั้นมาภาคกลาง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 14 มี.ค. ภาคตะวันออก ที่จังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 15 มี.ค. และภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 22 มี.ค. ทุกเวทีจะมีแกนนำ นปช. ทั้งจากกลุ่มความจริงวันนี้ และภาคประชาชน สลับสับเปลี่ยนเดินทางไปร่วมปราศรัยอย่างต่อเนื่อง ส่วนเมื่อครบกำหนด 1 เดือนแล้ว จะจัดการชุมนุมใหญ่เมื่อใดนั้น จะมีการหารือในระดับแกนนำกันอีกครั้งว่า จะจัดชุมนุมในช่วงก่อนวันสงกรานต์ หรือหลังวันสงกรานต์ 

“เหวง” ยันยุติชุมนุมตามแผน

ขณะที่  นพ.เหวง  โตจิราการ  1  ในแกนนำ  นปช. กล่าวว่า การยุติการชุมนุมของ นปช. ไม่ได้มาจากความเหนื่อยล้า หรือความขัดแย้งตามที่มีคนกล่าวหา แต่เป็นแผนที่ตกลงกันไว้มาก่อนตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะยุติการชุมนุม ในวันที่ 26 ก.พ. ขอยืนยันว่า การชุมนุมของ นปช. นอกจาก ข้อเรียกร้องที่มีต่อรัฐบาล 4 ข้อแล้ว เราไม่ได้มุ่งหวังอยาก ให้อาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพต้องมัวหมอง ลึกๆแล้ว นปช. อยากบอกชาวโลกรู้ว่า การชุมนุมของเรามีวัฒนธรรม และ อยากให้ภาพที่ออกมาตัดกับภาพการชุมนุมของพันธมิตรฯ ดังนั้น  แม้เราอาจเริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบก็พร้อมที่จะลง ให้การประชุมอาเซียนผ่านพ้นไป 

งัดแผนใหม่ใช้ตีนตบไล่บี้ รบ.

แกนนำคนเสื้อแดงยังระบุว่า  นปช.ยังมีแผนยกระดับการชุมนุมตามที่ประกาศไว้ เริ่มด้วยการเตรียมจะทำตารางเวลาปฏิบัติภารกิจของนายกฯและ ครม.ทุกคน แล้วส่งไปยังแนวร่วมทั่วประเทศ เพื่อให้ร่วมกันจัดทีมงานออกไปชุดละ 100 คนเป็นอย่างน้อย เพื่อใช้ตีนตบและหัวใจตบดักไล่นายกฯ และ ครม.ตามสถานที่ต่างๆ ที่ไป โดยการประสานงานกับเครือข่ายต่างๆ นั้น มีสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่นเป็นจุดกลางในการต่อเชื่อมกับ นปช.ทั่วประเทศ ซึ่งเราจะลงกระจายไปเป”ดเวทีแต่ละจังหวัดให้มากขึ้น เพื่อระดมพลให้มากที่สุด สำหรับการชุมนุมครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นนี้ เราหวังผลสูงสุดคือให้รัฐบาลชุดนี้ลาออก และตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน เพราะเมื่อประเมินผลจากการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา เราเริ่มมีแนวร่วมเป็นชนชั้น กลางเพิ่มขึ้น และรู้เบื้องลึกทางการเมืองมากกว่าเดิม ตลอดวันนี้มีโทรศัพท์จากประชาชนกว่า 30-40 สาย ที่เสียใจที่เราหยุดการชุมนุม ตนอธิบายให้เข้าใจและเตรียม พร้อมกับการชุมนุมครั้งต่อไปที่จะมีขึ้น


เครดิต :
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์