ถอดรหัสสงฆ์ชุมนุม ปริศนาธรรมจากวัดธรรมกาย

ในที่สุดประเด็นข้อขัดแย้งที่ว่า


จะบรรจุในรัฐธรรมนูญให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ ก็ถูกปลุกปั้นขึ้นเป็นวาระแห่งชาติจนได้

เมื่อองค์กรชาวพุทธ ทั้งพระ ฆราวาส มัคนายก อุบาสก อุบาสิกา ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ "สู้ไม่ถอย" มาเกือบเดือน

ถึงกับแปรสภาพ "รัฐสภา" เป็น "รัฐสภาวนาราม" ให้พระสงฆ์องค์เจ้าจำวัดสู้แบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน"


เรียกว่า เดินเครื่องกดดันสภาร่างรัฐธรรมนูญ


และกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ หนักหน่วงรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ

ต้องยอมรับว่า การเคลื่อนไหวขององค์กรพุทธครั้งนี้ เกิดท่ามกลางคำถามที่เกิดขึ้นรอบทิศทางว่า เมื่อประทับตราให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว...

จะยังประโยชน์ หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นกับพระพุทธศาสนาหรือไม่ อย่างไร???

พระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมกุฏราชวิทยาลัย (มมร. ) เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไว้ว่า...

"...อันตราย คือ ศาสนาพุทธจะล่มสลาย ชาวพุทธจะถูกกันออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นประชาชนชั้น 2 หรือชั้น 3 ของประเทศ พูดอะไรก็ไม่ได้ ไม่มีใครเชื่อ ศาสนาพุทธจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีใครดูแล ทั้งๆ ที่เป็นศาสนาประจำชาติอยู่ และต่อไปจะพูดว่าเป็นศาสนาประจำชาติไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรับรอง

...อยากถามกลับไปว่า บรรทัดเดียวมันหนักหนาอะไร ทำไมท่านถึงเขียนให้เราไม่ได้..."

เห็นได้ชัดว่า "คณะสงฆ์" ผู้เรียกร้อง ได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า ขณะนี้ "พุทธศาสนา" กำลังเผชิญกับศัตรูทางศาสนาที่พยายามล้มล้างศาสนาพุทธ


พร้อมกับยืนยันว่า การบัญญัติให้ชัดเจนลงไปในรัฐธรรมนูญ


จะเป็นหลักประกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา เสมือนเป็นยันต์กันผี

คำถาม คือ รัฐธรรมนูญจะป้องกันความกลัวที่ว่านี้ได้จริงๆ หรือ???

หรือมีเป้าหมายอื่นใดแอบแฝง???

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำภาพและข่าวที่พระ หรือชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกฆ่า ถูกทำร้าย มาติดโชว์หราในบริเวณที่ชุมนุม

ยิ่งพาให้สงสัยว่า ต้องการจะสื่ออะไร???

เป็นการชี้นำให้สังคมเกิดความแตกแยกระหว่างศาสนาหรือไม่???

ขณะที่เสียงจากผู้นำรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดูเหมือนจะออกไปในทาง "มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง"

จับอาการได้จากการตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าว ที่ตั้งข้อสังเกตว่า มีคนอยู่เบื้องหลังให้ออกมาเคลื่อนไหว

"ก็ต้องค่อยๆ พูดกัน ทุกอย่างมีเบื้องหลังทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่มีเบื้องหน้าอย่างเดียว"


คำถามที่น่าสนใจ ก็คือ...


"แล้วเบื้องหลังที่ว่ามันคืออะไรกันแน่???"

"เกี่ยวอะไรกับการสนับสนุน ทั้งด้านปัจจัยการชุมนุมและเครือข่ายสรรพกำลังจากวัดธรรมกายหรือไม่???"

"และมีใครที่อยู่เบื้องหลังวัดธรรมกายอีกหรือไม่???"

เพราะในการชุมนุมครั้งนี้ เป็นที่เปิดเผยอย่างชัดเจนจากปาก พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ประธานอำนวยการองค์กรพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

ทำนองว่า "วัดธรรมกาย" มีส่วนสนับสนุนเต็มที่ ร่วมกับองค์กรพุทธศาสนา วัดทั้งในกรุงเทพฯ ชานเมือง และวัดในต่างจังหวัด

โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า กำลังหลักในสายสงฆ์นั้น มาจากมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) และมหามกุฏราชวิทยาลัย

"ในส่วนของวัดพระธรรมกายได้ส่งบุคลากร โดยให้ พล.อ.อ.วีรวุธ (ลวะเปารยะ) เป็นผู้นำในการปรึกษาหารือต่างๆ รวมทั้งมอบเงินสนับสนุนในการชุมนุมครั้งนี้

รวมไปถึงพร้อมที่จะนำประชาชนที่สนับสนุนพระธรรมกาย มาร่วมในการเรียกร้อง หากรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่บรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งอาจจะมีถึง 2 แสนคน"


เกิดคำถามที่ตามมาทันที หลังจาก "พล.องธงชัย" พูดจบ ก็คือ...


เป้าหมายของวัดธรรมกายแรงกล้า ถึงขนาดขู่ปลุกระดมญาติโยมเรือนแสนออกมาประท้วงเชียวหรือ???

ไม่มีใครแม้แต่หน่วยงานภาครัฐปฏิเสธศักยภาพของวัดธรรมกายในการปลุกระดมญาติโยม เพราะรู้กันทั่วว่า เครือข่ายแน่นปึ้กขนาดไหน

แต่วัดธรรมกายจะทำไปเพื่ออะไร???

โดยเฉพาะกับการทำเสมือนยื่นคำขาดว่า "ต้องได้"!!!

ในเมื่อเป็นประเด็นที่อ่อนไหว และยังมีความเห็น 2 ฝ่ายที่ยังก้ำกึ่ง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การที่ "กลุ่มสงฆ์" และ"ญาติโยม" ภายใต้การสนับสนุนของวัดธรรกาย ตามที่ "พล.อ.ธงชัย" ยืนยันมานั้น

ได้ส่งผลกระเทือนถึงเสถียรภาพทางการเมือง และความมั่นคงของประเทศอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์ที่อึมครึม และมรสุมรุมเร้า


กดดันและบีบรัดถึงขนาดที่ "คมช." ต้องมีมติเอกฉันท์ว่า


ไม่ขัดข้องหากจะบรรจุให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

ส่งสัญญาณ "พร้อมถอย"!!!

ลดเงื่อนไขการเผชิญหน้ารุนแรง เปิดทางประนีประนอม

ขณะที่ท่าทีของ กมธ.ยกร่างฯ โดยเฉพาะ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ จำเลยหมายเลข 1 ของม็อบสงฆ์ ดูจะไม่ได้มีอาการถอยตามเสียงนกหวีดของ คมช.

"ผมได้แต่หวังอย่างเดียวว่า แต่ละฝ่ายจะต้องพยายามมองส่วนรวมให้มากที่สุดว่า ผลที่จะเกิดขึ้นจะดีกับประชาชนและส่วนรวมของประเทศมากน้อยแค่ไหน อย่ามองที่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก"

เสมือนจะมองเห็นทะลุไปถึงตัวการที่อยู่เบื้องหลังการสะบัดจีวรของ "ม็อบสงฆ์" หนนี้ จึงไม่แสดงท่าทียี่หระ และอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย

ถึงกับเปรยกับคนรอบข้างว่า...


"ผมเคยผ่านมาแล้ว ตอนปี 40 ก็มีม็อบอย่างนี้แหละ


มีการแปรญัตติเหมือนกัน แต่รัฐธรรมนูญก็ผ่านมาได้ ไม่มีปัญหาอะไร"

ความมั่นใจของ "น.ต.ประสงค์" เมื่อหนหลัง จะนำมาใช้ได้กับสถานการณ์ขณะนี้หรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

แต่สัญญาณจากความไม่สงบที่กำลังเกิดขึ้นรอบทิศทาง

มันก็น่าทำให้ต้องคิดหนักเหมือนกันว่า

"รัฐบาล" และ "คมช." จะผ่านเหตุการณ์ที่อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวนี้ไปได้ด้วยวิธีใด???



ขอขอบคุณ : ข้อมูลข่าวที่มีคุณภาพ จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์