เมาซิ่งแลนดโรเวอร์-ทุบรถนักท่องเที่ยว

ไล่ชนยับ - รถลีมูซีนของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย ถูกนายฉัตรชัย ไพศาลอัศวเสนี
ขับรถแลนด์โรเวอร์ชนพังยับแล้วหลบหนี เหตุไม่พอใจที่ตกลงเรื่องเฉี่ยวชนกันไม่ได้
ล่าสุดตร.ออกหมายเรียกนายฉัตรชัยแล้ว

ออกหมายเรียกหนุ่มใหญ่ขับแลนด์โรเวอร์เฉี่ยวกับรถลีมูซีนสนามบิน ก่อนอาละ วาดพังรถทั้งๆ ที่มีครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวออสซี่อยู่ภายใน จนตื่นตระหนกไปตามๆกัน

คนขับเผยจอดติดไฟแดงอยู่แยกศรีอยุธยา คู่กรณีก็ถอยรถมาชน ก่อนลงมาในลักษณะคล้ายคนเมา อาละวาดโวยวายแล้วยังเข้าไปนั่งในรถกับผู้โดยสาร พอเรียกลงมาก็ชกต่อยจนต้องหนีกลับมานั่งในรถและล็อกประตู คู่กรณียังคลั่งไม่เลิกใช้หินทุบกระจก เตะรถจนเสียหาย ก่อนขึ้นรถตัวเองขับชนท้ายแล้วเร่งเครื่องหนีไป นักท่องเที่ยวเผยไม่นึกว่าเจอเหตุการณ์แบบนี้ใจกลางกรุงเทพฯ ตร.สอบทะเบียนจนรู้ตัวก่อนนำภาพมาให้พยานดูยืนยันว่าใช่คู่กรณีที่ก่อเหตุ ออกหมายเรียกมาให้ปากคำ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.วิทยากร สุวรรณเรืองศรี พงส.(สบ.1) สน.พญาไท ออกหมายเรียกนายฉัตรชัย ไพศาลอัศวเศรณี อายุ 47 ปี

อยู่บ้านเลขที่ 19 ม.16 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. มารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายและทำลายทรัพย์สิน หลังก่อเหตุชกต่อยนายคำพันธ์ อุทานุเคราะห์ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 ม.7 ต.หนองยก กิ่งอ.เสือโก้ก จ.อุบลราชธานี คนขับรถลีมูซีน บริษัท ท่าอากาศยานไทย และทำลายรถยนต์เก๋งคัมรี่ สีบรอนซ์ทอง แผ่นป้ายทะเบียนสีเขียว หมายเลข ณข-1109 กทม. เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังขับรถเฉี่ยวชนกันบริเวณข้างกระทรวงการต่างประเทศ ถ.พระราม 6 แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ต่อหน้าต่อตาครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย ซึ่งมีเด็กวัย 2 ขวบอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

สำหรับเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.วิทยากร รับแจ้งเหตุรถเฉี่ยวชนและทำร้ายร่างกาย จึงเดินทางไปตรวจสอบพบรถเก๋งลีมูซีน สภาพรถด้านท้ายถูกชนยุบ บริเวณกระจังหน้ารถแตก กระจกหน้าร้าว กระจกข้างและรอบๆ รถได้รับความเสียหาย มีนายคำพันธ์ คนขับและครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเป็นผู้ใหญ่ 3 คน และเด็ก 1 คน ยืนรอตำรวจด้วยท่าทีตื่นตระหนก

นายคำพันธ์ ให้การว่าขับรถพาครอบครัวนักท่องเที่ยวจากสนามบินสุวรรณภูมิมาส่งที่โรงแรมย่านเทเวศร์ เมื่อมาถึงแยกศรีอยุธยาจอดติดไฟแดงอยู่

จังหวะนั้นมีรถยี่ห้อแลนด์โรเวอร์ สีเทา หมายเลขทะเบียน ชศ 2510 กทม. ที่จอดอยู่คันหน้า จู่ๆก็ถอยหลังมาชนเต็มแรง จนกระจังหน้ารถแตกเสียหาย ตำรวจที่ควบคุมสัญญาณจราจรอยู่บริเวณแยกดังกล่าว เข้ามาบอกให้เลื่อนรถไปจอดข้างๆ กระทรวงต่างประเทศ เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร "เท่าที่สังเกตคู่กรณีมีอาการมึนเมา เดินลงมาเอะอะโวยวาย แต่ผมไม่สนใจโทรศัพท์แจ้งบริษัท เพื่อให้เรียกประกันภัย แต่จังหวะนั้นเองคู่กรณีก็เปิดประตูรถลีมูซีนเข้าไปนั่งภายใน ทำให้ครอบครัวนักท่องเที่ยวตกใจมาก ผมจึงไปเปิดประตูและบอกให้ลงมา สร้างความไม่พอใจให้คู่กรณี พอลงมาก็ชกที่ใบหน้า ผมปิดป้องและผลักจนอีกฝ่ายล้มลง จึงรีบกลับเข้ามานั่งในรถและล็อกประตู และขับรถไปด้านหน้ารถคู่กรณี" นายคำพันธ์ ให้การ

คนขับรถลีมูซีนให้การอีกว่า คู่กรณีไม่พอใจอย่างมากเข้ามาโวยวายพร้อมหยิบก้อนหินมาทุบกระจก และเตะตัวถังรถจนเสียหาย จากนั้นขึ้นรถขับมาชนท้ายและหลบหนีไป

ด้านนักท่องเที่ยวที่เผชิญเหตุการณ์ระทึกให้การว่าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมในนครซิดนีย์ ลาพักร้อนพาภรรยา แม่ยาย และลูกชายวัย 2 ขวบมาเที่ยวเมือง ไทย ช่วงเกิดเหตุยืนยันว่าคู่กรณีถอยรถมาชนก่อน กระทั่งเกิดเรื่องขึ้น โดยคู่กรณีมีลักษณะคล้ายคนเมา จังหวะที่ขึ้นมาบนรถทำให้ภรรยาและแม่ยาย ตกใจกันมาก รวมไปถึงช่วงที่คู่กรณีอาละวาดใช้ก้อนหินทุบรถ ซึ่งตนพยา ยามให้คนขับเร่งเครื่องหนี แต่คนขับตกใจทำอะไรไม่ถูก จนต้องช่วยเข้าเกียร์ ทำให้คนขับได้สติเลื่อนรถไปหน้ากระทรวงต่างประเทศ เนื่องจากมีรปภ.อยู่หลายคน

ส่วนแม่ยายของนักท่องเที่ยวให้การด้วยน้ำเสียงตระหนกว่า คู่กรณีเหมือนคนไม่ปกติ และคิดว่าโชคดีที่เหตุเกิดขึ้นหน้ากระทรวงการต่างประเทศที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวนมาก ถ้าไปเกิดในที่เปลี่ยวๆ กว่านี้ พวกเราอาจจะไม่รอดก็ได้ ขอบคุณพระเจ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้ารปภ. และข้าราชการ รวมทั้งนักข่าวกระทรวงการต่างประเทศ ที่เข้ามาช่วยเหลือ โดยครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวออสซี่ยังบอกอีกว่า จะเดินทางต่อไปพักที่เกาะสมุยเร็วกว่ากำหนดเดิม จากนั้นจะแวะเที่ยวที่จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนเดินทางทางกลับทันทีเพราะไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ อีกแล้ว เนื่องจากยังตกใจกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น

ร.ต.อ.วิทยากร กล่าวว่าหลังได้รับแจ้งเหตุก็ตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถทราบว่า เป็นของนายฉัตรชัย จึงนำภาพจากทะเบียนราษฎร์มาให้พยานดู ซึ่งก็ยืนยันว่าเป็นคนขับรถคู่กรณี เนื่องจากขณะเกิดเหตุ นักท่องเที่ยวใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพรถ และใบหน้านายฉัตรชัย เอาไว้ได้ จึงออกหมายเรียกมาให้ปากคำ ซึ่งภายใน 15 วันหากยังไม่มาก็จะออกหมายเรียกอีกครั้ง ก่อนออกหมายจับต่อไป

เครดิต :
เครดิต : เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์ข่าวสด


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์