ซูซูกิโปะ1.3พันล้านขยายโรงงาน เตรียมเปิดตัวเอ็มพีวีใหม่มี.ค.นี้

ซูซูกิโปะ1.3พันล้านขยายโรงงาน  เตรียมเปิดตัวเอ็มพีวีใหม่มี.ค.นี้


ซูซูกิฟันยอดขายปี′55 เฉียด 2.5 หมื่นคัน โตพรวด 200% อานิสงส์ ′สวิฟท์′ กวาดยอดจองตามโครงการรถคันแรกทะลุ 4.3 หมื่นคัน ปีนี้เล็งโกย 6 หมื่นคัน พร้อมเปิดตัวรถเอ็มพีวีรุ่นใหม่ มี.ค.นี้ เผยเตรียมลงทุนเพิ่ม 1.3 พันล้าน ขยายโรงงานผลิตอีโคคาร์ 1 แสนคันส่งออกทั่วโลก

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม
ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ เปิดเผยว่า ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ เปิดเผยว่า ปี 2555 ที่ผ่านมา ซูซูกิมียอดจำหน่ายรถยนต์สูงถึง 24,680 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มียอดจำหน่าย 9.6 พันคัน ส่วนใหญ่มาจากรถอีโคคาร์รุ่นสวิฟท์ ได้สิทธิตามโครงการรถยนต์คันแรก มียอดจองสูงมาก จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 มียอดจองรอการส่งมอบทั้งสิ้น 3 หมื่นคัน ลูกค้าจะได้รับรถในระยะเวลาที่ต่างกันแล้วแต่โชว์รูมที่ไปจอง เช่น บางโชว์รูมอาจได้รถเร็ว แต่บางโชว์รูมอาจรอถึงเดือนมกราคมปี 2557 หรือโดยเฉลี่ยจะได้รับจองอย่างเร็วเดือนกันยายนนี้ ส่วนลูกค้าหากจองวันนี้จะได้รถอย่างเร็วที่สุดในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

นาย วัลลภ กล่าวว่า สำหรับในปี 2556 นี้ ซูซูกิวางเป้าหมายยอดจำหน่ายไว้ที่ 6 หมื่นคัน เป็นซูซูกิ สวิฟท์ ประมาณ 4.3 หมื่นคัน รถกระบะแครี่ 1.2 หมื่นคัน อีก 5 พันคัน จะเป็นรถยนต์เอ็มพีวี (รถเก๋งอเนกประสงค์) รุ่นใหม่มีกำหนดเปิดตัวประมาณเดือนมีนาคมนี้ ปีนี้ซูซูกิมีกำลังการผลิตทั้งสิ้นประมาณ 5.5 หมื่นคัน จะแบ่งจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเร็วๆ นี้ จะส่งไปออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามจะให้ความสำคัญกับการจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก

นายวัลลภ กล่าวว่า ซูซูกิมีแผนจะขยายกำลังการผลิตโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์น ซีบอร์ด จังหวัดระยอง ให้มีกำลังการผลิตเพิ่มจากเดิม แม้ว่าปีที่แล้วจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 กะ ทำให้ผลิตเพิ่มเป็นปี 5.5 หมื่นคัน เป็น 1 แสนคัน ในปี 2557 ใช้งบลงทุนประมาณ 1.3 พันล้านบาท เน้นผลิตรถยนต์อีโคคาร์รุ่นปัจจุบันและในอนาคต ไม่แน่อาจจะมีเพิ่มเติมอีก เพื่อส่งออกไปหลายประเทศทั่วโลก

"บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นมองว่าประเทศ ไทยเป็นฮับ (ศูนย์กลาง) การผลิตรถยนต์ที่สำคัญในภูมิภาคนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่ซูซูกิจะอิงฐานการผลิตที่อินโดนีเซีย แต่เชื่อว่าในระยะยาว ความสำคัญของประเทศไทยสำหรับซูซูกิจะเทียบเท่าหรือเหนือกว่าอินโดนีเซีย อย่างแน่นอน เพราะอินโดนีเซียเน้นผลิตขายในประเทศ แต่ไทยสามารถผลิตส่งออกได้ทั่วโลก" นายวัลลภกล่าว

นายวัลลภกล่าวว่า สำหรับปัญหาการรอรับรถนานของ ซูซูกิ สวิฟท์ นั้น ถือว่าลูกค้ามีความเข้าใจมากขึ้น เพราะลูกค้าทราบดีว่าจะต้องรอนานอยู่แล้ว จึงยอมรอ เพราะซูซูกิแจ้งรายละเอียดการรอรับรถให้ลูกค้าเข้าใจอย่างชัดเจนล่วงหน้า ทำให้ที่ผ่านมาตัวเลขลูกค้าถอนจองของสวิฟท์ถือว่าต่ำมาก ไม่ถึง 5% ของยอดจองทั้งหมด ในขณะที่คู่แข่งค่ายอื่นมียอดถอนจองสูงกว่านี้มาก ส่วนยอดจองสำหรับเดือนมกราคม เดือนแรกของปีนี้หลังจากหมดโครงการรถคันแรกไปแล้ว ตัวเลขลดลงค่อนข้างมาก ถือเป็นเรื่องปกติ และทุกค่ายก็เป็นเหมือนกันหมด คาดว่าจะเป็นเช่นนี้ไปประมาณ 3 เดือน

นายวัลลภกล่าวว่า ซูซูกิจะเพิ่มบริการหลังการขายให้เต็มที่ เพื่อรองรับปริมาณรถในตลาดที่มีมากขึ้น จากปีที่แล้วมีศูนย์บริการประมาณ 40 แห่ง จะเพิ่มเป็น 100 แห่ง เปิดบริการในปีนี้ 80 แห่ง ที่เหลืออีก 20 แห่ง อยู่ระหว่างการก่อสร้าง นอกจากนี้จะฝึกอบรมพนักงานทั้งในส่วนช่างผู้เชี่ยวชาญและพนักงานฝ่ายต่างๆ ให้พร้อมรองรับบริการลูกค้าเต็มที่ ส่วนกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทสำหรับลูกค้าจะพยายามเน้นในเรื่องการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพเน้นส่ง มอบให้ลูกค้าได้รวดเร็วเป็นหลัก

เครดิต :
เครดิต :เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์มติชน


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์