กรณ์ซึมม็อบขย่มจีดีพีโตติดลบ5% คาดคนตกงานทะยาน2ล.-ฟิตช์ซ้ำหั่นเครดิตไทย



นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวภายหลังการ ประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ


เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังเกิดเหตุวุ่นวายจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ว่า ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปีนี้หดตัวลงมากกว่าที่คาดไว้ โดยอาจหดตัวถึง 4.5-5% ตามที่นักวิชาการจากหลายสำนักคาดการณ์

และอาจทำให้เกิดปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น 2 ล้านคน ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจะอยู่ที่ภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก และจะทำให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ด้วย

ดังนั้น รัฐต้องเร่งกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนผ่านโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ 1.56 ล้านล้านบาท โดยจะเน้นการกู้ในประเทศเป็นหลัก เพราะสภาพคล่องในประเทศยังมีอยู่โดยไม่กระทบต่ออัตราผลตอบแทนในตลาด เนื่องจากภาคเอกชนไม่มีการขยายการลงทุนในระยะนี้

นายกรณ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านสกุลเงินบาทของไทย สู่ A- จาก A และคงอันดับความน่าเชื่อถือด้านสกุลเงินต่างประเทศที่ BBB+ ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P)

ทำให้ไทยมีต้นทุนกู้เงินสูงขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลต้องปรับแผนหันมากู้ในประเทศเป็นหลัก ส่วนการกู้ต่างประเทศก็ยังจำเป็น เนื่องจากต้องการสกุลเงินตราต่างประเทศเพื่อนำมาซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศที่จำเป็นประมาณ 30% นำมาก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ส่วนการปรับลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องจับตามองว่าจะลดอีกหรือไม่ เพราะการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกู้เงิน 1.56 ล้านล้านบาทนั้น จะยังไม่เกิดผลโดยเร็ว โดยการลดดอกเบี้ยควรจะเป็นนโยบายเสริมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ



นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลอาจต้องกู้เงินมากกว่า 94,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2552

ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องขอขยายเพดานการกู้เงินเกินกว่ากรอบที่กฎหมายกำหนดไว้ เนื่องจากประเมินว่าผลกระทบจากการเมืองอาจทำให้รายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2552 ต่ำกว่าประมาณการถึง 240,000 ล้านบาท จึงทำให้ต้องเร่งหารายได้อื่นมาชดเชยการจัดเก็บรายได้ที่หายไป

รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัท ฟิตช์ เรตติงส์ ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือการชำระหนี้ระยะยาวของไทย

จากระดับ BBB+ หรือทริปเปิลบีบวก ลงมาเหลือ BBB หรือทริปเปิลบี และปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือการชำระหนี้ในประเทศจากระดับ A ลงมาเหลือ A- เนื่องจากรัฐบาลไร้ความสามารถที่จะแก้ความไม่สงบของพลเมืองทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นายวรภัทร โตธนะเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด กล่าวว่า ล่าสุด มูดีส์ออกมาระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินบาทและต่างประเทศของไทยลงอีก จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ BBB+ มานานถึง 5 ปี เนื่องจากปัญหาการเมืองในประเทศ

เครดิต :
เครดิต : เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์ข่าวสด


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์