เศรษฐกิจไทยปีวัวตกหลุมลึก ประคองตัวให้รอดท่ามกลางวิกฤติ

ในปีที่ผ่านมา นับว่าเศรษฐกิจไทยมีจุดพลิกผันจนทำให้แตกต่างอย่างสุดขั้ว จากในไตรมาสแรกอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ออกมาสวยหรูเติบโต 6.1% แม้ไตรมาส 2 จะลดลงมาเหลือ 5.3% ก็ยังทำให้ครึ่งปีแรกจีดีพีขยายตัวได้ถึง 5.7%

ทำให้วาดฝันกันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2551 คงเติบโตไม่ต่ำกว่า 5% อย่างแน่นอน แต่พอย่างเข้าครึ่งปีหลังสัญญาณเศรษฐกิจหลายตัวกลับบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังหักหัวลง อัตราการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 3 ลดลงมาอยู่ที่ 4.9% ซึ่งยังได้รับอานิสงส์จากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี


จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยมาจากผลพวงปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ขยายวงกว้างจากฟองสบู่ในสหรัฐแตก

ขณะที่มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากความร้อนแรงทางการเมืองภายในประเทศเป็นคู่ขนานกันมา ปัญหาซับไพรม์ที่ปะทุในตลาดสหรัฐส่งผลกระทบสถาบันการเงินทั้งระบบ และสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทั่วโลกเมื่อยักษ์ใหญ่ด้านวาณิชธนกิจอย่างเลห์แมน บราเธอร์ ล้มครืนลงจากปัญหาขาดสภาพคล่อง จนรัฐบาลสหรัฐต้องตัดสินใจเข้าไปอุ้มด้วยเม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งปัญหาที่ลุกลามไปยังสถาบันการเงินอื่นเกือบทั่วโลกได้

แม้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนจะพยายามหาแนวทางตั้งรับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลกที่เกิดขึ้น ก็คงไม่สามารถหนีพ้นเพียงแต่ต้องหาหนทางให้บรรเทาเบาบางลง แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อแรงกระเพื่อมทางการเมืองในประเทศที่กัดเซาะมาต่อเนื่องถึงจุดแตกหัก โดยนำไปสู่การปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยปักหัวดิ่งลงรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นตัวทำรายได้เข้าประเทศ คาดว่าความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท


พร้อมกับผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยจากวิกฤติการเงินโลกก็เริ่มเห็นชัดขึ้น เห็นได้จากการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนที่ติดลบไปถึง 18.6% ทำให้โรงงานที่ผลิตสินค้าส่งออกเริ่มมีปัญหาทั้งเรื่องสภาพคล่อง และต้องลดการผลิตลงจากคำสั่งซื้อที่ลดลง จนนำไปสู่การเลิกจ้างตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 และมีแนวโน้มต่อเนื่องมาถึงปี 2552 ที่คาดกันว่าจะมีคนว่างงานราว 9 แสนถึง 1.2 แสนคน


 เศรษฐกิจตกหลุมเสี่ยงโตแค่ 0%


แน่นอนว่าปัญหาที่ปะทุมาจากปีที่ผ่านมาจะส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นในปีนี้ ยิ่งหากปัญหาในประเทศไม่สามารถสะสางให้บรรเทาเบาบางลงไปได้ เพื่อจะได้รวมพลังกันตั้งรับกับผลพวงจากวิกฤติโลก ซึ่งหลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชนต่างฟันธงในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้จะเป็นปี "เผาจริง" ของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญความเลวร้ายมากกว่าที่คิดไว้


ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ยอมรับว่า
 
เศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ไม่คาดคิดว่าการส่งออกจะลดลงถึงขั้นติดลบอย่างรวดเร็วในปลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงจนไม่น่าเป็นห่วง และราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ในระดับต่ำ แต่จากความไม่เชื่อมั่นทำให้ประชาชนลดการบริโภคอย่างเห็นได้ชัด  ซึ่งถือเป็นจุดที่น่ากลัว เพราะจะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักตามไปด้วย


“จากที่ก่อนหน้านี้แคยบอกว่าขอดูก่อน แต่ตัวเลขที่ออกมาคงจะนิ่งนอนใจไม่ได้แล้ว ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยตกหลุมลึกแล้วจริงๆ จากผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่มาถึงไทยเร็วเกินคาดและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวกว่าที่คิด ทำให้การส่งออกที่เคยเป็นแรงส่งและพยุงเศรษฐกิจพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย” ดร.สมชัยระบุ                        


  จากดัชนีชี้นำหลายตัวทำให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานแรกที่ออกมาปรับประมาณการจีดีพีปี 2551 ใหม่
 
โดยระบุว่าจีดีพีน่าจะขยายตัวได้เพียง 3% จากที่เคยคาดไว้สูงถึง 5% เนื่องจากไตรมาสสุดท้ายจีดีพีคงขั้นติดลบ และยังมองไปถึงไตรมาสแรกปี 2552 ด้วย ซึ่งก็คงไม่แตกต่างกัน ก่อนที่จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2 แต่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่สูง ทำให้คาดการณ์จีดีพีปี 2552 ไว้ที่ระดับต่ำเพียง 1% และมีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัว 0-2% ขึ้นอยู่กับการเร่งดำเนินมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะการอัดฉีดเงินเข้าระบบให้เร็วที่สุด และรัฐวิสาหกิจต้องเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน แต่หากทุกอย่างไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็คงเห็นจีดีพี 0% หรือเลวร้ายสุดถึงขั้นติดลบ


เครดิต :
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์