หนีไปแล้ว หนุ่มอวดอ้างพุทธเจ้า หวั่นข้ามแดนเขมร-โผล่ไทย

หนีไปแล้ว หนุ่มอวดอ้างพุทธเจ้า หวั่นข้ามแดนเขมร-โผล่ไทย


หนุ่มเขมรอ้างตัวเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด เผ่นหนีหายไปจากวัดแล้ว ไม่มีใครรู้หลบไปอยู่ที่ไหน เผยประวัติเป็นถึงหลานรองนายก กัมพูชา จึงมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งหลงเชื่อ แห่กราบไหว้ ด้านเจ้าคณะอำเภออรัญประเทศ ยันไม่ต้องกังวลจะบวชแล้ว ข้ามมาอยู่ฝั่งไทย คณะสงฆ์มีกฎระเบียบรัดกุม ขณะที่ผอ.สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมเตือนคนไทยอย่าหลงเชื่อ สั่งสำนักพุทธจังหวัด ประสานเจ้าคณะปกครองตามแนวชายแดนตรวจสอบ เฝ้าระมัดระวังอย่าง ใกล้ชิด

จากกรณีเจ้าหน้าที่บริเวณ ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เตือนคนไทยที่เดินทางข้ามไปยังประเทศกัมพูชา ให้ระมัดระวังอาจถูกหลอกลวงต้มตุ๋น เนื่องจากมีการส่งภาพและข้อมูลเกี่ยวกับผู้ชายชาวกัมพูชา ที่วัดตวลราชา จ.ก็อนดาล อยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปประมาณ 50 ก.ม. 

มีพฤติกรรมนุ่งห่มชุดขาว แสดงท่าทางอิริยาบถเลียนแบบพระพุทธเจ้า แล้วอวดอ้างตัวเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด หรือพระศรีอารยเมตไตรย และมีผู้หลงเชื่อเดินทางไปทำบุญ อาจทำให้ถูกหลอกให้เสียทรัพย์สินได้ และจากการตรวจสอบทราบเบื้องต้นว่าชายคนดังกล่าวชื่อนายเธียน วุฑฒี อายุ 65 ปี เป็นหลานนักการเมืองที่มีตำแหน่งในรัฐบาลกัมพูชา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ผู้สื่อข่าวตรวจสอบเหตุการณ์เกี่ยวกับนายเธียน วุฑฒี ชาวกัมพูชา ที่นุ่งห่มชุดขาวแอบอ้างตัวเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด ไปยังนายซก สุวรรณ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงกัมพูชา 

โดยนายซกเปิดเผยว่า ได้ส่งผู้สื่อข่าวไปสังเกตการณ์ที่วัดตวลราชา จ.ก็อนดาล ที่นายเธียนพักอาศัยอยู่ ปรากฏว่านายเธียนหลบหนีออกไปจากวัดแล้ว โดยไม่มีใครทราบว่าหลบหนีไปที่ไหน และจากการตรวจสอบล่าสุดยังทราบอีกว่านายเธียนเป็นหลานรองนายกรัฐมนตรีใน รัฐบาลกัมพูชา จึงทำให้มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งหลงเชื่อสิ่งที่ นายเธียนอวดอ้าง 

ด้านพระสิริวุฒิเมธี เจ้าคณะอำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว กล่าวว่า การที่นายเธียนพูดชักจูงให้ญาติโยมหลงเชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด แสดงว่านาย เธียนมีพรสวรรค์ด้านการพูด ส่วนที่หลายคนวิตกกังวลว่านายเธียนจะแอบบวชเป็นพระแล้วข้ามมาอยู่ในฝั่งไทย นั้น ไม่ต้องวิตกกังวล 

เนื่องจากคณะสงฆ์ไทยมีกฎกติกาค่อนข้างรัดกุม ว่าห้ามรับพระสงฆ์ต่างชาติเข้ามาจำพรรษาในวัดอย่างเด็ดขาด ถ้าจะเข้ามาเยี่ยมญาติโยมก็อยู่ได้ไม่เกิน 7 วัน หรือถ้ามีความประสงค์จะเข้ามาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมต้องทำเรื่องตาม ขั้นตอน และคณะสงฆ์ต้องพิจารณาอนุญาตด้วย 

ขณะที่นายภัค รธรณ์ เทียนไชย ผวจ.สระแก้ว กล่าวว่า ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองแจ้งให้คนไทยทราบถึงกรณีชาวกัมพูชาแอบอ้าง เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว คงไม่มีใครไปหลงเชื่ออีก อย่างไรก็ตาม คนไทยที่หลงไปกราบไหว้และเชื่อถือคงมีไม่มาก คนไทยส่วนใหญ่ในกรุงพนมเปญเป็นนักธุรกิจ อาจมีบางคนที่มีปัญหาด้านธุรกิจ เมื่อมีเพื่อนชาวกัมพูชาพูดให้ฟังถึงกิตติศัพท์ของนาย เธียนก็คงจะเข้าไปให้นายเธียนรดน้ำมนต์ เพื่อหวังให้ธุรกิจราบรื่น

ด้าน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักพุทธฯ ขอเตือนคนไทยอย่าไปหลงเชื่อบุคคลผู้นี้ ว่าเป็นผู้วิเศษหรือเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด อย่าหลงเชื่อในปาฏิหาริย์ต่างๆ อาจทำให้ถูกหลอกเสียทรัพย์สิน แม้ชายคนดังกล่าวจะยังไม่ได้เข้ามาในประเทศไทยก็ตาม คงต้องฝากให้สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.สระแก้ว พร้อมทั้งขอความร่วมมือพระสังฆาธิการเจ้าคณะปกครองต่างๆ ที่อยู่ใกล้ชายแดนกัมพูชาคอยดูแลและติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ชาวบ้านตามแนวชายแดนหลงเป็นเหยื่อ 

พระราชรัตนา ภรณ์ เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้าจุฬามณี เขตดุสิต กทม. ในฐานะหัวหน้า พระวินยาธิการ หรือตำรวจพระ กล่าวว่า ฝากเตือนชาวพุทธ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ตามแนวชายแดนกัมพูชา อย่าไปหลงเชื่อ เป็นการโกหกหลอกลวงให้คนเกิดความศรัทธาและบริจาคเงินให้เสียทรัพย์ แม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากพบการหลอกลวงลักษณะนี้ในจังหวัดใดในประเทศ ไทย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ให้จัดการได้ทันที

ขณะเดียวกัน พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ แห่งวัดสร้อยทอง พระสงฆ์ชื่อดังในโลกสังคมออนไลน์ ร่วมโพสต์เฟซบุ๊กว่า หากพูดถึงการอวดอ้างการเป็นร่างทรง ร่างผ่าน หรือเป็นอวตารของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็มีอยู่ทั่วไปและเห็นบ่อยครั้ง ในทัศนะส่วนตัวของอาตมาคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล 

โดยเฉพาะพวกที่อ้างว่าเป็นร่างทรงของเทพ ยิ่งเชื่อไม่ได้ ถ้ากลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ทางศาสนาให้ดี เรื่องเทพเทวดาถูกสร้างขึ้นมาจากมนุษย์ทั้งนั้น มนุษย์เราอุปทานสร้างเทพขึ้นมาจากความกลัว อย่างคนสมัยก่อนเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ ก็คิดว่าเป็นเพราะอำนาจลี้ลับที่มองไม่เห็น เป็นเรื่องของเทพเจ้ากำลังลงโทษ แล้วเชื่อกันจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ก็กลายเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงได้

พระมหาไพรวัลย์ระบุว่า คนพุทธเดี๋ยวนี้ชอบเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภททรงเจ้าเข้าผี เรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ การบันดาลโชคลาภ เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น มากกว่าสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง คนพุทธจึงถูกมองว่าโง่งมงายและหลอกง่าย บางคนเมื่อรู้ว่าถูกหลอกก็โวยวายเอาเรื่อง 

แต่ตอนที่เชื่อเขาทำไมไม่ใช้ปัญญาพิจารณา และไม่ตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังเชื่อหรือกำลังทำอยู่ว่าสมเหตุสมผลแค่ ไหน ทำไมไม่แยกระหว่างเรื่องของศรัทธากับปัญญา หรือไม่เชื่อพระพุทธเจ้าที่สอนว่าให้เรารู้จักใช้สติกับปัญญาให้มากในการ ดำเนินชีวิต และควรดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ส่วนพระดำรัสสุดท้ายก่อนที่จะทรงปรินิพพาน ก็เตือนไว้ชัดเจนว่า อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ แปลว่า ขอให้พวกท่านจงดำเนินชีวิตให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

พระ มหาไพรวัลย์ระบุต่อว่า เรื่องแบบนี้ต้องเริ่มที่ตัวเอง คือต้องโทษตัวเองก่อน โทษความคิดที่ไม่ตริตรองถึงเหตุและผล โทษความงมงายงี่เง่า ความหวังแต่จะพึ่ง คนอื่น การคิดว่าชีวิตนี้จะไปฝากผีฝากไข้กับผีสางนางไม้ที่ไหนได้ ความเชื่อที่จะได้หรือมีอะไรโดยไม่ต้องลงทุน ความมักง่าย ความอ่อนแอ ความไม่รู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง 

เมื่อรู้จักโทษตัวเองแบบนี้มันจะทำให้ตาสว่างได้ แล้วเราจะฉลาดขึ้นมาเอง แต่ถ้ายังไม่รู้จักการเริ่มใช้สติปัญญากับเรื่องแบบนี้ ยังพร้อมที่จะเชื่ออะไรต่อมิอะไรโดยปราศจากการตั้งคำถามด้วยตนเอง ก็สมแล้วที่ผู้ชายในรูปนี้จำเป็นต้องเป็นพระพุทธเจ้า อวตารมาเตือนสติชาวพุทธกันอีกครั้ง

เครดิต :
เครดิต : เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์ข่าวสด


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์