เผยมือฆ่าหั่นศพเด็ก5ขวบ-แม่สังกัดแก๊งยากูซ่าชื่อดังในญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 13 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดจับกุมได้นำตัวนายศิริพงศ์ กาญจนนิวิฐ  อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ

มาทำแผนรับสารภาพภายในรถแท็กซี่ ซึ่งนำมาจอดอยู่บริเวณหน้าสน. โดยนายศิริพงษ์ มีอาการนิ่งเฉย ไม่ได้มีอาการเคร่งเครียดแต่อย่างใด  จากนั้นทางเจ้าหน้าที่นำปืนที่ใช้ก่อเหตุคือปืนขนาด .357  โดยมีตำรวจหญิงนั่งเบาะหลังทางด้านขวาซึ่งอยู่ข้างหลังคนขับ และนำตุ๊กตา 2 ตัว มาเป็นตัวแทนเด็ก โดยเด็กผู้ชายนั่งกลาง และเด็กผู้หญิงนั่งซ้าย  จากนั้นผู้ต้องหาซึ่งนั่งอยู่บริเวณคนขับได้นำอาวุธปืนที่ซ่อนไว้ที่ใต้เบาะนั่ง  โดยใช้มือขวาจับปืน สอดปืนเข้าใต้แขนซ้าย เอี้ยวไปทางด้านหลังที่ผู้ตายนั่งอยู่ โดยไม่ให้ผู้ตายรู้ตัว ก่อนจะเหนี่ยวไก ไปจำนวน 7 นัด  หลังจากนั้นนายศิริพงษ์ ก็เปลี่ยนลูกโม่อีกชุดก่อนจะเหนี่ยวไกอีก 7 นัด แต่กระสุนออกเพียง 4 นัด หลังจากนั้นก็ขับรถไปที่บ้านย่านบางบัวทอง  ก่อนจะจัดการศพและนำไปทิ้ง


หลังจากทำแผนเสร็จทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปที่ทางด้านบนของสน. โดยพล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ได้สอบปากคำผุ้ต้องหาเพิ่มเติมในประเด็นที่น่าสงสัย

ขณะเดียวกันได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ไปทำการสอบปากคำแม่ของผู้ต้องหาที่ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด  ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญว่าจะให้การสอดคล้องกับผู้ต้องหาหรือไม่ และประเด็นทรัพย์สินของผู้ตายซึ่งยังหาไม่เจอและยืนยันว่าเป็นการจับคนร้ายได้จริง ซึ่งมีนักข่าวช่อง 9 ซึ่งเป็นคนกลางได้ให้การเป็นพยานยืนยัน  ส่วนเรื่องข่าวเรื่องผู้ต้องหาเป็นแก๊งยากูซ่านั้น ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากไหนให้ไปถามคนที่ให้ข่าวเอง  ทั้งนี้จากการสอบปากคำผู้ต้องหาได้ให้การให้การตรงกับน้องมินต์ถึง 90เปอร์เซ็น และขณะเดียวกันจะตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่สนามบินสุวรรณภูมิที่ผู้ตายลงจากเครื่องบินจนกระทั่งขึ้นรถแท๊กซี่  เพื่อเป็นหลักฐานในคดี ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และจะพยายามสรุปสำนวนคดีโดยเร็วที่สุด 


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสืบสวนในทางลับของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า จากรอยสักของผู้ต้องหาและการสืบสวนที่ผ่านมานั้นคาดว่าผู้ต้องหาเคยเป็นหนึ่งในอดีตแก็งยามามูจิ  ซึ่งเป็นแก๊งยากูซ่าชื่อดังที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีการแพร่ขยายเข้ามาหากินในประเทศไทย มีพฤติกรรมเหี้ยมเกรียมคอยเรียกค่าคุ้มครองรีดไถ่ หรือ ค่าผ่านทาง กับบุคคลที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย โดยกลุ่มแก๊งยามามูจิ จะมีสัญลักษณ์ของกลุ่มแก๊งซึ่งเป็นการสักด้วยลวดลายที่ซับซ้อน ที่บริเวณลำตัวท่อนแขน 


พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวก่อนเข้าสอบปากคำนายศิริพงษ์ กาญจนวินิวิฐ ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพเด็กชายวัย 5 ขวบ

ที่ สน.ตลิ่งชันว่า ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาแล้ว 3 ข้อหา ประกอบด้วย ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ซ่อนเร้นอำพรางศพ และมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะสอบปากคำนายศิริพงษ์เพิ่มเติมในประเด็นทรัพย์สินของผู้ตาย ที่อาจเป็นปมปัญหาทำให้นายศิริพงษ์ก่อเหตุฆ่าผู้ตายพร้อมกับบุตร และในช่วงบ่าย จะนำตัวนายศิริพงษ์ไปทำแผนประกอบรับคำสารภาพ รวม 14 จุด เริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิไปถึงจุดที่นำศพไปทิ้ง


พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่เตรียมสอบปากคำน้องมินท์ บุตรสาวผู้ตาย ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นน้องมินท์ให้การสอดคล้องกับผู้ต้องหาบางส่วน ต้องรอให้น้องมินท์มีสภาพร่างกายและจิตใจพร้อม จึงจะเริ่มสอบปากคำอีกครั้ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะผู้ดูแลการสอบสวนคดีฆ่าหั่นศพเด็กชายวัย 5 ขวบ ย่านตลิ่งชัน

เข้าสอบปากคำ นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ ผู้ต้องหา ที่ สน.ตลิ่งชัน โดยเฉพาะในประเด็นทรัพย์สินของผู้ตายที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่นจำนวนมากสูญหาย
พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า  ส่วนจะมีผู้ร่วมก่อเหตุอื่นด้วยหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างรอผลจากกองพิสูจน์หลักฐาน นอกจากนั้นได้ส่งคำร้องให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งตั้งพนักงานสอบสวนชุดเฉพาะกิจขึ้นมาอีก 1 ชุด สำหรับดูแลคดีนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากมีการก่อเหตุต่างกรรม ต่างวาระในหลายท้องที่ เมื่อเปรียบเทียบพยานหลักฐานกับคำให้การพบว่าตรงกันถึงร้อยละ 90 แต่ยังมีในบางประเด็นที่ต้องสอบเพิ่ม อาทิ การใช้กระสุนซ้อม รวมถึงเหตุการวินาทีลั่นไกสังหาร


นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันนี้ ได้มอบให้กรมสุขภาพจิตจัดเจ้าหน้าที่ไปดูแลสภาพจิตใจของน้องมิ้นท์

เด็กหญิงที่รอดจาดเหตุสะเทือนขวัญ ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ฆ่าแม่และหั่นศพน้องชาย โดยกำชับต้องดูแลเป็นพิเศษ เกรงว่าเด็กอาจเกิดปัญหาทางจิตได้ หากไม่ได้รับการเยียวยาจิตใจ
นายโจ เพื่อนของ นางสุนันท์ ศรีสุวรรณ ซึ่งถูกฆ่าแล้วนำศพไปทิ้งย่านลาดหลุมแก้ว และเป็นมารดาของ น้องโช เด็กชายที่ถูกฆ่าหั่นศพ เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ว่า รู้จักกับผู้ตายนานแล้ว โดยผู้ตายเคยมีสามีอยู่ที่ จังหวัดชลบุรีจนมีลูกด้วยกันคือ น้องมินท์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บและอยากพบตน แต่ยังไม่มีโอกาสได้พบเนื่องจากตนเองอยู่ต่างจังหวัด ส่วนสามีคนที่สองของผู้ตายเป็นชาวญี่ปุ่น โดยผู้ตายได้เดินทางไปอยู่กับสามีที่ประเทศญี่ปุ่นและมีลูกด้วยกันคือน้องโช แต่ภายหลังผู้ตายทราบว่าสามีมีครอบครัวแล้วจึงพยายามตีตัวออกห่าง ทุกครั้งเมื่อเดินทางมาประเทศไทยก็จะนำลูกทั้ง 2 คนมาฝากให้ตนเองช่วยดูแล จึงสนิทสนมกับเด็กทั้งสองคน และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้คุยกับผู้ตายครั้งสุดท้ายว่าเตรียมจะเดินทางกลับมาประเทศไทย กระทั่งมาทราบว่าผู้ตายถูกยิงเสียชีวิต


นายโจ กล่าวว่า ที่นายศิริพงษ์ กาญจนนิวิฐ ผู้ต้องหา อ้างว่าผู้ตายบีบบังคับให้ฆ่าสามีคนแรกนั้นไม่น่าเป็นไปได้

เนื่องจากผู้ตายเป็นคนใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น ใครมาพูดคุยว่าเดือนร้อนเรื่องเงินก็จะให้เงินไปโดยไม่เสียดาย ส่วนตัวคาดว่าอาจเป็นเรื่องหนี้สินที่นายศิริพงษ์ยืมมาจากผู้ตาย เพราะก่อนหน้านี้ผู้ตายเคยบ่นให้ฟังว่านายศิริพงษ์เอาเงินไปหลายแสนถึงหลักล้าน จึงต้องการทวงเงินคืนและพยายามเร่งรัดให้จ่ายหนี้คืน ก็เป็นไปได้ว่านายศิริพงษ์ไม่มีเงินใช้หนี้จึงต้องฆ่าเพื่อล้างหนี้สิน 


เครดิต :
เครดิต :เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์มติชน


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์