เณรหลงถ้ำรอดตาย หิวโซ2วันกินแต่น้ำ-เผาจีวร

แก้หนาวคับขันชนหินแผลทั่วตัวไกด์ถ้ำตามพบพ่อบนบวช9วัน



พบตัวแล้ว 2 เณรหลงถ้ำที่พิษณุโลก ชาวบ้านที่เป็นคนนำทางนักท่องเที่ยวแกะรอยตามไปพบตัว

หลังติดอยู่ในถ้ำนาน 2 วัน

ในสภาพร่างกายอิดโรย หิวโซ บาดแผลเต็มตัวเพราะเดินชนหิน เผยระหว่างหลงอาศัยเดินเลาะลำธาร ดื่มน้ำประทังชีวิต ตอนกลางคืนอากาศหนาว ต้องถอดจีวรออกมาเผาเอาไออุ่นคืนละผืน พ่อสามเณรสุดดีใจพบลูกชาย มอบรางวัลคนพบ 5 พันบาท เตรียมบวชแก้บน 9 วันที่วัดที่ลูกชายหายตัว

จากกรณีสามเณรคณิต พูลสวัสดิ์ อายุ 17 ปี

และสามเณรณัฐวุฒิ หลวงพาโร อายุ 17 ปี สามเณรวัดหนองน้ำเต้า ต.ทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ไปเที่ยวภายในถ้ำวังแดง วัดถ้ำพระธรรมมาสน์ ม.3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก

แล้วเกิดหลงทางภายในถ้ำ

ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายกว่า 100 คน ระดมกำลังค้นหาตลอดทั้งวันทั้งคืน ติดต่อกันสองวันที่ผ่านมา แต่ยังไม่พบสามเณรทั้งสองรูปแต่อย่างใด ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 4 พ.ค.

ตั้งแต่เวลา 08.00 น. นายเกรียงวิช ไกรพวิมล นายอำเภอเนินมะปราง พร้อมด้วยพ.ต.อ.จตุเดช อยู่สวัสดิ์ ผกก.สภ.อ.เนินมะปราง พ.ต.ท.บุญเลิศ บวรมหาชนก รอง ผกก.ป. พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ขวัญศิริกุล ผอ.ร.พ.เนินมะปราง



เดินทางไปที่วัดถ้ำพระธรรมมาสน์

พร้อมตั้งกองอำนวยการขึ้น เพื่อการช่วยเหลือค้นหาสามเณรทั้งสองรูป หลังค้นหามาแล้ว 2 วันยังไม่พบวี่แวว ทางร.พ.ได้นำรถตู้พร้อมอุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยไปจอดรอในวัด

แต่ช่วงเช้าได้เกิดฝนตกเป็นเวลานาน

ทำให้การเดินทางเข้าบริเวณถ้ำเป็นไปด้วยความลำบาก ต้องอาศัยรถโฟร์วีลส์ 2 คัน รับส่งชุดช่วยเหลือเข้าไปค้นหา

นายเกรียงวิชกล่าวว่า ได้ประสานขอกำลังเพิ่ม

จากกองทัพภาคที่ 3 โดยมีทหารจากค่ายสฤษดิ์เสนา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก เข้าร่วมค้นหาร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญูทับคล้อ อ.ทับคล้อ ซึ่งเข้ามาค้นหาตั้งแต่วันแรก มีหน่วยงานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9 พิษณุโลก

หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ สล.5 (วังแดง)

หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พล 5 (ซุ้มขี้เหล็ก) หน่วยกู้ภัยข่าวภาพพิษณุโลก เจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านอีกจำนวนมาก ได้เข้าไปในพื้นที่เพื่อเริ่มค้นหาสามเณรทั้งสองรูปอีกครั้ง พ.ต.ท.บุญเลิศกล่าวว่า

ช่วงเช้าชุดกำลังที่เข้าไปช่วยเหลือ

จำนวน 2 ชุด ได้กระจายกำลังลงเข้าไปในบริเวณถ้ำ เพื่อทำการค้นอีกครั้ง นอกจากนั้นยังมีชุดค้นหาของชาวบ้านในพื้นที่อีกชุดหนึ่งได้เข้าไปค้นร่วมกับเจ้าหน้าที่ กระทั่งเวลาประมาณ 12.30 น.



ทางชุดกู้ภัยได้เดินทางกลับขึ้นมา

ยังไม่พบสามเณรทั้งสอง เนื่องจากระดับน้ำในถ้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้การค้นหาเป็นไปด้วยความลำบาก จึงได้มีการปรึกษาหารือกับชุดช่วยเหลือ เพื่อจะสรุปเส้นทางที่คาดว่าสามเณรทั้งสองพลัดหลงช่วงไหนแน่ และคาดว่าจะเดินไปทิศทางใด ก่อนจะมีการลงไปค้นหาอีกครั้งในช่วงบ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังปรึกษาหารือ

เรื่องการช่วยเหลือกันอยู่นั่นเอง มีเจ้าหน้าที่แจ้งว่า พบสามเณรทั้งสองรูปแล้ว ที่ถ้ำมัจฉา ถ้ำแห่งหนึ่งในวัด จึงให้นำรถโฟร์วีลส์ขึ้นไปรับ พร้อมชุดแพทย์ปฐมพยาบาล เนื่องจากสามเณรทั้งสองร่างกายอ่อนเพลีย อิดโรยไม่มีแรงและร่างกายซีดหนาวสั่น มีเพียงสบงกับอังสะติดตัวเท่านั้น ไม่มีจีวรครองที่ตัวแต่อย่างใด

จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดช่วยเหลือพร้อมชุดแพทย์

และอุปกรณ์ช่วยเหลือได้รุดไปที่ถ้ำมัจฉา พร้อมกับนำสามเณรทั้งสองนั่งรถกลับมาที่วัดถ้ำพระธรรมมาสน์ โดยได้เข้าไปกราบพระครูพิพิธปุณญาภินันท์ เจ้าอาวาสวัดหนองน้ำเต้า เจ้าคณะตำบลหนองน้ำเต้า

ซึ่งมารออยู่ที่ศูนย์อำนวยการ

ตั้งแต่วันที่สองของการค้นหา จากนั้นทางแพทย์ได้เร่งช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมกับหาเครื่องนุ่งห่มมาคลุมร่างแก้หนาว และให้น้ำเกลือเพราะสภาพร่างกายอ่อนเพลียมาก และได้รับบาดเจ็บเป็นแผลตามร่างกายหลายแห่ง ก่อนจะให้นอนพักผ่อน ห้ามใครสอบถามเพื่อไม่ให้รบกวน

นายนาน โมรา อายุ 45 ปี

อยู่บ้านเลขที่ 194 ม.3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง ซึ่งมีความชำนาญและเคยพาคนเข้าไปเที่ยวในถ้ำแห่งนี้มาแล้วหลายครั้ง ผู้พบสามเณรทั้งสอง กล่าวว่า ตนได้ร่วมกับชาวบ้านออกค้นหาตั้งแต่วันแรก



โดยจะแยกออกไปค้นหาตามจุดที่เคยไป

มาก่อนหน้าแต่ไม่พบ เมื่อช่วงกลางคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 20.00 น. ตนได้เข้าไปค้นหาคนเดียวโดยใช้เส้นทางไปถ้ำมัจฉา เห็นรอยเท้าจำนวนหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นรอยเท้าใคร

เพราะมีชุดค้นหาเข้าไปก่อนหน้า

ประกอบช่วงนั้นแบตเตอรี่ที่เตรียมไป 2 ชุด ใกล้จะหมด จึงต้องรีบเดินกลับออกมา เพราะหากช้าแสงสว่างส่องทางหมดจะหลงทาง

นายนานกล่าวต่อว่า ต่อมารุ่งเช้าเวลาประมาณ 08.00 น.

ตนพร้อมญาติสามเณร 4 คนได้เข้าค้นหาอีกครั้ง โดยแยกจากชุดกู้ภัยไปทางถ้ำมัจฉา ซึ่งเป็นจุดที่เจอรอยเท้าเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากเดินจากจุดที่สามเณรหายตัวไปประมาณ 4 ก.ม. เห็นขวดน้ำทิ้งเอาไว้

และพบรอยเท้าที่ยังเปียกใหม่ๆ

มั่นใจว่าสามเณรต้องเดินมาทางนี้แน่ จึงรีบเดินเร็วขึ้นเพื่อตามให้ทัน กระทั่งได้ยินเสียงคุยกัน จึงได้ตะโกนเรียกหา พร้อมบอกให้สามเณรหยุดรออยู่ก่อน กระทั่งเดินมาพบทั้งคู่นั่งรออยู่บนโขดหินในสภาพที่อิดโรย

หลังจากนั่งพักพูดคุยกันพอหายเหนื่อย

จึงช่วยกันประคองร่างสามเณรทั้ง 2 กลับออกมาจากถ้ำเวลาประมาณ 12.30 น. โดยใช้เวลาประมาณกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งที่พบสามเณรห่างจากถ้ำมัจฉาประมาณ 4 ก.ม. และอยู่ห่างจากปากถ้ำทางออกถึง 7 ก.ม.



นายนานกล่าวอีกว่า จากการสอบถามสามเณร

ทราบว่าหลังจากพลัดหลงในวันแรก มีไฟแช็กติดตัวไป และมีน้ำ 2 ขวดเท่านั้น หลังจากหาทางออกไม่ได้ จึงเดินไปตามเส้นทางลำธารน้ำภายในถ้ำ กระทั่งน้ำดื่มในขวดหมด ก็ดื่มน้ำในลำธารประทังชีวิต

โดยไม่ทราบว่าเดินย้อนขึ้นไปทางถ้ำมัจฉา

ระหว่างหาทางออกระดับน้ำในถ้ำได้เพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ สามเณรทั้งสองรูปได้เดินลัดเลาะไปตามธารน้ำ เพื่อหาทางขึ้นไปอยู่ที่สูงตามก้อนหิน โดยไม่มีจุดหมายปลายทาง

ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นมากทั้งสอง

ได้ถอดจีวรจุดไฟเผาคืนละ 1 ผืน เพื่อผิงเอาไออุ่น และได้รับบาดเจ็บตามร่างกายเนื่องจากเดินชนกระแทกโขดและก้อนหิน ตลอดทั้งสองคืนไม่ได้นอนเลย กระทั่งตนและญาติมาช่วยเหลือได้ดังกล่าว หากไม่พบสามเณรทั้งสองคงจะเดินไปเรื่อย ไม่รู้จะไปไกลอีกกี่กิโลเมตร

นายพล พูลสวัสดิ์ พ่อของสามเณรคณิต

กล่าวว่า ช่วงก่อนที่จะเจอลูกชาย ได้รับคำแนะนำจากชาวบ้านว่า ให้ไปบนบานศาลกล่าวที่ทางเข้าถ้ำที่มีพระพุทธชินราชตั้งอยู่ บนเอาไว้ว่า ถ้าเจอลูกกลับมาปลอดภัยจะบวชแก้บนให้เจ้าที่เจ้าทาง

โดยจะมาอยู่ที่วัดถ้ำพระธรรมมาสน์ 9 วัน

หลังจากได้บนต่อหน้าพระพุทธรูปได้ประมาณ 20 นาที มีชาวบ้านแจ้งว่าพบลูกชายแล้ว จึงดีใจมากและจะทำตามที่พูดไว้ นอกจากนั้นได้ให้เงินจำนวน 5,000 บาทกับนายนานที่หาลูกชายเจอด้วย



ต่อมา พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี ผบช.ภ.6

พล.ต.ต.ขัตติยะ อนันตวงศ์ ผบก.จว.พิษณุโลก พ.ต.อ.เฉลิม สุวรรณรัตน์โอสถ รองผบก. ได้เดินทางไปบริเวณวัดถ้ำพระธรรมมาสน์ เพื่ออำนวยการช่วยเหลือสามเณรทั้งสองรูป และสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

จากการสอบถามผู้ที่มีความชำนาญในการค้นหา

ทราบว่าบริเวณที่ตั้งของวัดถ้ำพระธรรมมาสน์ อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 5 ก.ม. เป็นพื้นที่ป่ายังมีความอุดมสมบูรณ์ ต่อมาได้มีพระใบฎีกาชาญ สุมงฺคโล มาจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่ภายในถ้ำ ทางป่าไม้ได้นิมนต์ให้ออกมาอยู่ด้านนอก

โดยจัดบริเวณสร้างสำนักสงฆ์ให้ที่เชิงเขา

ห่างจากปากทางเข้าถ้ำประมาณ 1 ก.ม. แต่ด้วยความสวยงามของถ้ำทั้งภายนอกและภายใน ทำให้มีชาวบ้านและผู้คนจำนวนมากชอบเข้าไปเที่ยวชม ทางพระใบฎีกาชาญ ได้ให้ชาวบ้านเดินสายไฟเข้าไปไว้ภายในถ้ำ

เมื่อมีคนเข้าไปเยี่ยมชมภายในถ้ำ

ทางสำนักสงฆ์จะใช้เครื่องปั่นกระแสไฟติดหลอดไฟภายในถ้ำจนสว่าง แต่ช่วงหลังทางป่าไม้ได้ตัดสายไฟทิ้ง จนไม่สามารถต่อสายไฟส่องสว่างภายในถ้ำได้ หากยังมีสายไฟอยู่ขณะนี้ คาดว่าจะสามารถค้นหาสามเณรทั้งสองได้ตั้งแต่คืนวันแรก



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์