ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 16 เดือน แนวร่วมพันธมิตรฯ ขับรถพุ่งชนตร. เหตุสลายม็อบ ปี51

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 พ.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำ อ.1338/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปรีชา ตรีจรูญ อายุ 58 ปี ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อน , มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย , ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ

คดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปว่าจำเลยกับพวก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมพธม. ไปร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขณะดำรงนายกรัฐมนตรี โดยมีการปิดล้อมถนนและทางเข้าออกรัฐสภาเพื่อไม่ให้ ส.ส.และ ส.ว.ออกจากรัฐสภา โดยจำเลยมีเจตนาฆ่า ร.ต.ต.เกียงไกร กิ่งสามี , ส.ต.ท.พงษ์ไท เชื้อชุมสุข , ส.ต.ต.พีรเชษฐ์ ธราปัญจทรัพย์, ส.ต.ท.เศรษฐวุฒิ บัวทุม และ ส.ต.ท.วุฒิชัย คำปงศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1-5 เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของ กลุ่ม พธม.โดยวางแผนล่วงหน้าเตรียมรถกระบะโตโยต้า สีน้ำเงิน ทะเบียน วพ-1968 กรุงเทพมหานคร จำเลยได้ขับรถดังกล่าวไล่ชนผู้เสียหายทั้งห้าอย่างแรง จนผู้เสียหายล้มลง จากนั้นจำเลยขับรถกระบะถอยหลังทับผู้เสียหายที่นอนบาดเจ็บอยู่ จำเลยกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เมื่อผู้เสียหายไม่เสียชีวิต 


เหตุเกิดที่แขวงและเขตดุสิต กทม.ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 288, 289, 297

 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดฐานพยายามฆ่า ตามมาตรา 289 ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี แต่จำเลยไม่เคยต้องโทษอาญามาก่อน ประกอบกับจำเลยมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง จึงสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีโทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 2 ปี โดยให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี และให้ทำงานสาธารณะประโยชน์บริการสังคมเป็นเวลา 48 ชั่วโมงด้วย  ส่วนความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป นั้น แม้จำเลยจะเข้าร่วมชุมนุม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยร่วมกับบุคคลใดในการวางแผนก่อความวุ่นวาย พฤติการณ์ของจำเลย ยังมีเหตุที่น่าพิรุธสงสัยตามสมควร จึงพิพากษายกฟ้องข้อหานี้ ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์    

ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่การนำสืบของจำเลย มีประโยชน์ต่อรูปคดี มีเหตุบรรเทาโทษ คงจำคุกเหลือ 33 ปี 12 เดือน ต่อมาจำเลยยื่นฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่ากระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมั่วสุม 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้กระทำผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในเหตุการณ์ดังกล่าว ปรากฎว่ามีผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ บางคนมีหนังสติ๊กและไม้ด้ามธงแหลม จำเลยจึงมีความผิดฐานมั่วสุม 10 คนขึ้นไปฯ

มีประเด็นต้องวินิจฉัยอีกว่าจำเลยกระทำผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อขัดขวางไม่ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลได้ โดยผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่บริเวณแยกราชวิถี ถึงแยกการเรือนและบริเวณใกล้เคียง ได้มีการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงเช้า ช่วงบ่ายและตลอดจนกลางคืน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงกระสุนปืนและระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต 2 ราย คือ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ และ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี ซึ่งเป็นผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ต่อมาภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กมธ.) และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความไม่สงบ 7 ตุลาคม 51 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ดังกล่าวโดยผลสรุปตรงกันว่า การปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เป็นไปตามหลักระเบียบราชการ และเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ จนทำให้มีบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้การชุมนุมดังกล่าวผู้ชุมนุมบางรายจะมีอาวุธ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถกระทำการอย่างรุนแรงหรือลุแก่อำนาจได้ รวมทั้งปรากฏว่ามีการใช้คำพูดยั่วยุที่ไม่เหมาะสมกับผู้ชุมนุม ตลอดจนแพทย์ที่เข้าไปช่วยเหลือปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บก็ได้รับอันตรายด้วย ซึ่งปรากฏหลักฐานอยู่ในหนังสือตำรวจฆ่าประชาชนและแผ่นซีดีบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่จำเลยก็ได้รับบาดเจ็บกระดูกตาข้างขวาแตก จนทำให้ตาข้างขวาบอดสนิทถาวร และดั้งจมูกมีบาดแผล ซึ่งไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดช่วงก่อน หรือขณะจำเลยขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 5 ราย แต่ก็ถือว่าเป็นเหตุให้จำเลยเกิดบันดาลโทสะหรือเหตุเพราะบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ขณะเดียวกันการกระทำของจำเลยทำให้เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 5 ราย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยบันดาลโทสะ ตามมาตรา 72 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี โดยไม่รอการลงโทษนั้นเห็นว่าเบาเกินกว่าเหตุ จึงเห็นควรแก้โทษให้เหมาะสม

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อาญา มาตรา 289 (2) จำคุก 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือน และจำเลยมีความผิดฐานมั่วสุม 10 คนขึ้นไปฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 215 (2) จำคุก 8 เดือน รวมโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 16 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

ภายหลัง น.ส.รัศมี ไวยเนตร ทนายความจำเลย กล่าวว่า ยอมรับคำพิพากษาของศาลและยืนยันว่าเป็นการชุมนุมของประชาชนเป็นไปตามกฎหมาย คดีนี้จำเลยติดคุกมาแล้ว 2 ปี 5 เดือน ตั้งแต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ซึ่งเห็นว่าจำเลยได้รับโทษติดคุกมาแล้วเกินกว่า 2 ใน 3 จึงเข้าเงื่อนไขที่จะขอพักโทษตามระเบียบของราชทัณฑ์ต่อไป

เครดิต :
เครดิต : เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์ข่าวสด


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์