ชีวิต ปากกัดตีนทีบ ด.ต.สัมฤทธิ์ เหยื่อเด็กแว้น

สัมผัสชีวิตและตัวตนของ "ดาบสัมฤทธิ์" ผู้อุทิศตัวต่องานตำรวจจราจรและครอบครัว "แต้มทอง" ยามว่างขี่ จยย.รับจ้าง ทำงานบ้านยันช่วยเมียขายปลาร้า เสาหลักที่หลุดหายไปกับความฮึกเหิมของเด็กแว้น


นับตั้งแต่รับรู้ข่าวเศร้าสลดเมื่อคืนวันที่ 13 สิงหาคมเป็นต้นมา จนถึงวันนี้กว่าสัปดาห์แล้วครอบครัวแต้มทอง ซึ่งวันนี้เหลือเพียง อรอุษา มารดาวัย 51 ปี กับ จิตกาญจน์ และ สันติ ลูกชายวัย 30 กับ 28 ปี ก็ยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของผู้นำครอบครัว ด.ต.สัมฤทธิ์ แต้มทอง ผบ.หมู่ งานจราจร สน.วิภาวดี วัย 51 ปี ที่ถูกกลุ่มจักรยานยนต์ซิ่งรุมทำร้ายจนถึงแก่ความตาย
การเสียชีวิตของตำรวจระหว่างปฏิบัติหน้าที่มักตามติดด้วยมาตรการวัวหายล้อมคอก พอเวลาล่วงเลยผ่านไปก็เงียบหาย ปล่อยให้ปัญหายือเยื้อคาราคาซังรอวันปะทุขึ้นมาอีก แต่สำหรับชีวิตและตัวตนของคนที่สูญสิ้นไปแล้วไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ เฉกเช่นเดียวกับครอบครัวแต้มทองก็ไม่อาจได้ตัวผู้นำครอบครัวกลับมา


ผู้นำครอบครัวที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเสาหลักเพียงต้นเดียวก็ว่าได้ !?!


อรอุษาเป็นคนต่างจังหวัดที่มุ่งเข้ามาหางานทำใน กทม.และได้เจอกับนักเรียนพลตำรวจสัมฤทธิ์ในร้านเย็บผ้าแห่งหนึ่ง นักเรียนพลตำรวจสัมฤทธิ์เพียรจีบสาวน้อยอยู่นานจนไม่อาจปฏิเสธความดีที่เขามอบให้เธอได้ ทั้งสองแต่งงานอยู่กินด้วยกันนับตั้งแต่นั้นมา สัมฤทธิ์ได้เป็นตำรวจสมใจ เงินเดือนทุกเดือนมอบให้แม่บ้านเป็นคนบริหารจัดการ ส่วนตัวเขาได้เงินไปทำงานวันละไม่เกิน 100 บาท


สมัยนั้น ด.ต.สัมฤทธิ์ชอบดื่มสุราจนเรียกได้ว่าเป็นนักดื่มตัวยง

มีอยู่วันหนึ่งให้ลูกชายคนโตไปซื้อกับแกล้มแล้วประสบอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ เขาโทษตัวเองเรื่อยมา ว่าเป็นสาเหตุทำให้ลูกได้รับบาดเจ็บ และต้นเหตุมาจากการดื่มสุรา นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่ดื่มเหล้าอีก 
ครอบครัวแต้มทอง 4 ชีวิต พักอาศัยอยู่ที่แฟลตส่วนกลางวิภาวดี ซึ่งเป็นแฟลตข้าราชการตำรวจจราจรกลาง (บก.จร.) ทุกๆ เช้าตั้งแต่ตี 5 ไปจนถึง 6 โมงก่อนออกไปทำงาน ด.ต.สัมฤทธิ์จะขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างหารายได้เสริมนอกจากเงินเดือนตำรวจ ตกเย็นหลังเลิกงานหรือไม่ได้เข้าเวรก็จะทำเช่นเดียวกันนี้อยู่เสมอๆ


จากนั้นทุกเช้าวันเสาร์เขาก็จะช่วยเตรียมปลาร้าใส่รถเข็น เข็นไปให้ภรรยาขายที่ตลาดภายในแฟลตตำรวจ ช่วยจัดร้านจนเสร็จเรียบร้อยก็ไปทำงาน ตกเย็นก็กลับมาช่วยเก็บร้านและเข็นรถกลับบ้าน กลายเป็นภาพชินตาของผู้พบเห็น


ในวันที่จากไปแล้วเช่นนี้ อรอุษายังจำได้ถึงภาพสามีช่วยเหลือทำงานบ้าน ซึ่งเป็นงานของผู้หญิงและแม่บ้านเช่นเธอได้เป็นอย่างดี ทั้งช่วยซักผ้า รีดผ้า เก็บกวาดเช็ดถูทำความสะอาดบ้าน ทำกับข้าวกับปลา หุงหาอาหาร และล้างถ้วยล้างชาม ช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆ ภายในบ้านโดยไม่เกี่ยงงอน


"ฉันโชคดีนะที่ได้เขามาเป็นหัวหน้าครอบครัว ถึงแม้ว่าฉันจะรู้ว่าเขาทำงานเป็นตำรวจจราจรแล้วเหนื่อย สังเกตเวลากลับมาถึงบ้าน บางครั้งถอดเครื่องแบบออกเปิดโทรทัศน์ดูแล้วก็หลับไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อาบน้ำ เขาไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยหรือท้อใจเลย แต่เรารู้สึกได้ว่าเขาเหนื่อย บางครั้งเขาก็เปรยให้ฟังว่า พวกลูกคนรวยชอบเอารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์มาแข่งกันบนถนน พวกเขาเอาเงินที่ไหนมาแต่งรถกัน พอกวดขันเส้นถนนวิภาวดีรังสิตก็เงียบหายไป พวกนักซิ่งก็หนีไปแข่งเส้นถนนเกษตร-นวมินทร์ แต่ตอนนี้กลับมาใช้ถนนวิภาวดีรังสิตอีก เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่คิดว่าจะต้องสูญเสียเขาไป"


วันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ สองสามีภรรยาทำแกงจืดเต้าหู้หมูสับและผัดผักกินกันสองคนผัวเมีย

ด.ต.สัมฤทธิ์บอกกับอรอุษาว่าเขารักเธอมากขนาดไหน ก่อนจะหันไปพูดคุยถึงลูกชายทั้งสองคน ซึ่งเติบโตมีหน้าที่การงานพอเลี้ยงตัวได้แล้วไม่ถึงกับต้องเป็นห่วงกังวล สิ่งเหล่านี้ทำให้อรอุษาตื้นตันใจ หนึ่งเป็นเพราะ ด.ต.สัมฤทธิ์เป็นสามีที่ดี อีกหนึ่งเป็นเพราะเธอมีลูกที่ดี เป็นครอบครัวที่สัมบูรณ์ กระทั่งอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเธอจะได้รับรู้ข่าวร้ายที่สุดในชีวิต คือ การสูญเสียสามีและเสาหลักเพียงต้นเดียวของเธอไปอย่างไม่มีวันหวนคืน !?!


แม้จะยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียครั้งนี้ ทว่าอรอุษาก็ไม่อยากจะพูดถึงบรรดาเด็กแว้นก๊วนซิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งเรื่องราวโศกสลดทั้งปวง

เพียงแต่อยากให้พวกเขาสงสารพ่อแม่และคิดถึงหัวอกพ่อแม่ให้มากๆ เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นเยาวชนที่ดีของประเทศชาติ ที่สำคัญคืออยากให้สามีของเธอเป็นเหยื่อคนสุดท้ายกับกรณีเช่นนี้ ?
"เกิดมาบนแผ่นดินไทยแล้วอย่าทำสิ่งไม่ดี ให้ประพฤติตนเป็นคนดี ทำตัวดี ประพฤติตัวดี พ่อแม่จะได้มีความสุข หากทำตัวไม่ดีประพฤติตัวไม่ดีพ่อแม่ก็มีความทุกข์ ฉันขอแค่นี้แหละ ไม่ขออะไรมาก"


เครดิต :
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์