จับตาแผนแหกตาล้มคดีบึ้มกรุง!


คดีบึ้มกรุงเทพฯ ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทยกำลังจะเหลวเป๋วไม่เป็นท่าตามที่ได้คาดหมายกันไว้ทุกประการแล้วพระคุณท่านเอ๋ย!

การที่พลตำรวจโทจงรัก จุฑานนท์ หัวหน้าคณะทำงานสอบสวนคดีบึ้มกรุงเทพนำนายชนาพัฒน์ หรือเตมูจิน แกนนำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและ คมช. มาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 ได้ทำให้เห็นพิรุธของเรื่องนี้อย่างแจ่มแจ้ง

ดังนั้นทั้งรัฐบาลและ คมช. ตลอดจนประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย จึงต้องเพ่งจับตามองให้ดีและจะคลาดสายตามิได้เป็นอันขาด

หวยกำลังไปออกที่แรงงานชาวพม่าหลังจากที่ได้ชี้เป้าไปที่พี่น้องไทยมุสลิมจากภาคใต้ช่วงหลังเกิดเหตุใหม่ ๆ


ต้องทวนความจำกันสักหน่อยว่าหลังเกิดเหตุบึ้มไม่กี่ชั่วโมง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็แถลงข่าวยาวยืด แต่รวมความก็คือการชี้นำความเข้าใจให้ประชาชนเข้าใจว่าเหตุการณ์วางระเบิดกรุงเทพฯ เป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบจากภาคใต้

ซึ่งเราได้ตำหนิไปแล้วว่าเป็นลีลาแถลงข่าวแบบเรื่องคาร์บ๊องอันน่าอัปยศอย่างยิ่งของตำรวจไทย เพราะยังไม่ทันสอบสวน ยังไม่ทันทำอะไร จะไปชี้นำอย่างนี้ได้อย่างไร

มิหนำซ้ำยังเอารหัสกลุ่มของวัยรุ่นมาตีขรุมโมเมทำเป็นรหัสลับของชาวมุสลิมไปเสียอีก


การแถลงข่าวเช่นนั้นก็คือการบิดเบือนประเด็นอันเป็นต้นเหตุเพื่อทำให้การสืบสวนสอบสวนเบี่ยงเบนไปจากความจริง ให้ไปหลงประเด็นอยู่กับผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยผลที่เกิดขึ้นจึงเท่ากับเป็นการช่วยคนทำผิดไม่ให้ต้องถูกจับกุม แต่ผลทางการเมืองก็คือทั้งรัฐบาลและ คมช. จะตกที่นั่งลำบากเพราะทำให้ปัญหาความไม่สงบลุกลามขึ้นมาถึงกรุงเทพฯ จนเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้น

ไม่ว่าจะมองทางดี ทางร้าย ก็ล้วนมีเลศนัยที่ทำให้เห็นสิ่งซ่อนเร้นอยู่ทั้งสิ้น สิ่งซ่อนเร้นนั้นก็คือการปกปิดบิดเบือนการกระทำความผิดและคนทำความผิด



เพราะในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายทหาร ฝ่ายข่าว และฝ่ายความมั่นคงหน่วยอื่น แม้อดีตผู้บังคับการสันติบาลเองถึงสองคนก็ยืนยันตรงกันว่าเป็นเรื่องของผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมือง


จากเรื่องเริ่มต้นเช่นนี้ก็ต้องตั้งข้อสังเกตกันว่ามีคนพยายามปกป้องคนทำผิดและบิดเบือนการสืบสวนไม่ให้ไปถึงตัวคนทำผิด ลากจูงให้ไกลไปจากการเมืองเรื่องอำนาจเก่า


ดูกันให้ดี ๆ ก็จะเห็นได้ชัดว่าต้องการจะช่วยเหลือใคร ปกป้องใคร
เมื่อแผนบิดเบือนรูปคดีล้มเหลวเพราะเละเป็นโจ๊ก เรื่องราวก็ชะงักติดกั๊กอยู่กับที่

ในขณะที่ผู้คนกังขาการตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนว่าล้วนเป็นผู้เกี่ยวข้องและได้อำนาจวาสนาขึ้นมาในยุครัฐบาลก่อน ไหนเลยที่จะวางใจว่าหากคดีเกี่ยวพันกับอำนาจเก่าแล้วจะทำการได้อย่างตรงไปตรงมา

เพราะความกังขาที่ว่านี้ ผู้คนจึงเรียกร้องให้ปลดผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสียงยังคงก้องกระหึ่มอยู่จนถึงทุกวันนี้


เราเตือนมาแล้วหนหนึ่งว่าเรื่องระเบิดกรุงเทพฯ ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องระเบิดธรรมดา แต่มันเป็นกระบวนการหนึ่งของการก่อกบฏในราชอาณาจักรที่ล้มเหลวไปแล้ว

การนำเอาคนที่ทำการต่อต้านรัฐบาลและ คมช. มาแถลงข่าวว่ารู้แผนการ ขั้นตอน และผู้เกี่ยวข้องในการวางระเบิดกรุงเทพฯ มาแถลงต่อสาธารณะในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

เนื้อหาของการแถลงข่าวดังกล่าวสรุปได้ว่ามีผู้ที่เสียผลประโยชน์ในการทุจริตโครงการสนามบินสุวรรณภูมิลงขันกันเป็นเงินถึง 1,500 ล้านบาท เพื่อต่อต้านรัฐบาลและ คมช.

สำหรับการระเบิดกรุงเทพฯ ครั้งนี้ลงขันกันเป็นเงินถึง 600 ล้านบาท


โอ้! พระเจ้า โอกาสแห่งการรู้ของเจ้า ขีดความสามารถในการรับรู้ของเจ้า เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้จะเคลื่อนที่โดยที่หน่วยงานของรัฐไม่รู้อิโหน่อิเหน่เป็นไปได้หรือ ?

มีการระบุว่าพลเอก อักษรย่อว่า พ ซึ่งชี้นำไปที่พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี และพลเอกในราชการอีกท่านหนึ่ง โดยวางน้ำหนักไปที่พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ว่าเป็นผู้วางแผนและรับเงินมาดำเนินการเรื่องนี้

นี่คือพิรุธที่ต้องการสร้างศัตรูให้กับรัฐบาลและ คมช. ในขณะที่บิดเบือนประเด็นปกปิดความผิดไปในตัว



พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ถึงแม้จะขัดแย้งกับรัฐบาลเก่า แต่ไม่ได้ผิดหวังรัฐบาลหรือ คมช. และนายพลคนดีของแผ่นดินคนนี้ไม่มีทางที่จะกระทำเรื่องชั่วร้ายแบบนี้เป็นอันขาด !]

เราขอเตือนฝ่ายตำรวจว่าให้ห่างไกลออกไปจากเรื่องชั่วช้าเช่นนี้โดยเร็วที่สุดจะดีกว่า !

มีการระบุอีกว่ามีการจ้างแรงงานพม่ามาวางระเบิดทุกจุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2549 โดยจ่ายค่าจ้างจุดละ 1,000 บาท แต่มิได้ระบุว่าแรงงานพม่านั้นเป็นใคร รู้จักแห่งหนต้นปลายในพื้นที่กรุงเทพฯ ดีอย่างไร

จึงต้องตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการเปลี่ยนแพะจากผู้ก่อความไม่สงบชาวไทยมุสลิมไปเป็นชาวพม่าแล้ว!

หวังให้มีการสืบสวนไปถึงลุ่มแม่น้ำอิระวดี สาลวิน จนถึงยุคพระเจ้าบุเรงนอง จนคนผิดถูกลืมหรือตายไปก่อนกระมัง!


หรือคิดว่ารัฐบาลและฝ่ายทหารเขาโง่เขลาเบาปัญญารู้ไม่เท่าทัน จึงบังอาจทำเรื่องงี่เง่าแบบนี้

เราเรียกร้องให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนเรื่องนี้คาดคั้นหาความจริงจากผู้ใช้ชื่อเตมูจิน และถ้าหากเป็นการให้การเท็จก็จำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่สำคัญ เราขอเสนอต่อ คมช.และรัฐบาลให้เรียกตัวผู้ใช้ชื่อเตมูจินมาสอบสวนเรื่องนี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเสี้ยมใครสอน หรือว่าข้อเท็จจริงเป็นประการใด

ชะดีชะร้ายก็จะกลายเป็นพิรุธและเบาะแสสำคัญที่จะเชื่อมโยงไล่หลังย้อนไปถึงตัวการในการวางระเบิดกรุงเทพฯ ก็ได้


ไล่เลียงให้ดี ๆ ก็อาจพบว่าคนตัดสายไฟฟ้าวงจรปิดตามป้อมตำรวจก่อนเกิดระเบิดกับคนเบนประเด็นนี้อาจเกี่ยวข้องกันก็ได้


คอยคุ้มกันคนที่ชื่อเตมูจินไว้ให้ดี เพราะถ้าหากฝ่ายทหารรุกตอบอย่างไม่มีแผนการที่แน่นอน อาจจะมีใครพาไปหลบหนีหรืออุ้มไปไหนเสียก่อนก็ได้!

นี่คือสัญญาณเตือนภัยมาถึงคนกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่งว่าอาชญากรผู้ก่ออาชญากรรมครั้งใหญ่ยังคงลอยนวล และยังคงเดินแผนบิดเบือนรูปคดีให้ไกลออกไปจากตัว ไปจนถึงประเทศพม่าโน่นแล้ว!

แล้วรัฐบาลและ คมช. จะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปได้เฉย ๆ อย่างนั้นหรือ?



ประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ที่รู้เรื่องเบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว

สามารถส่งข้อมูลหรือรายงานเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นยามเฝ้าแผ่นดินได้ที่สำนักพิมพ์ผู้จัดการ หรือที่กองบัญชาการทหารบก โดยระบุจ่าหน้าถึงสำนักเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติก็ได้.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์