ขุดผู้ต้องหา!! หากินกับพระในวัดวังตะวันตก เปิดคลิปเคยรุมกระทืบพระ!! (คลิป)

ขุดผู้ต้องหา!! หากินกับพระในวัดวังตะวันตก เปิดคลิปเคยรุมกระทืบพระ!! (คลิป)

"ปลดเจ้าคุณภากร" พ้นเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก สถานที่ฝัง "สามเณรปลื้ม" เตรียมสะสางครั้งใหญ่ - พ่อสามเณร เตรียมเชิญวิญญาณ "สามเณรปลื้ม" กลับบ้าน ลั่นไม่เชื่อลูกขี้ขโมย เรียกร้องประหารชีวิต 3 ฆาตกรให้ตายตกตามกัน - เจ้าอาวาสวัดสารภาพโดนกักขัง ล็อกกุญแจ ฮุบที่วัด แต่ไม่เปิดเผยสาเหตุ - แฉซ้ำแก๊งโฉด ฮุบกิจการวัดกอบโกยผลประโยชน์มหาศาล 30 - 40 ล้าน - เผยคลิปกลุ่มผู้ต้องหาเคยรุมกระทืบพระภิกษุบาดเจ็บสาหัสเมื่อปี 58

จากกรณีที่ได้รับการร้องเรียนจากญาติๆ ของ "สามเณรปลื้ม" อายุ 17 ปี วัดวังตะวันตก ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ว่าสามเณรปลื้มหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นานเกือบ 5 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค. 60 คาดว่าจะถูกอุ้มฆ่าและซ่อนเร้นอำพราง ทำลายศพ โดยคนร้ายที่ต้องสงสัยชื่อ "พระเด่น" เป็นพระภิกษุลูกวัดวังตะวันตกรูปหนึ่ง ซึ่งอดีตเคยเป็นไวยาวัจกร วัดวังตะวันตก ที่มีเรื่องบาดหมางทะเลาะวิวาทกับสามเณรปลื้มมาก่อน ซึ่งหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวท่านเด่นมาเค้นสอบสวน ให้การรับสารภาพและนำไปชี้จุดฝังศพในวัด โดย ผบช.ภ.8 จะเดินทางมาอำนวยการการขุดศพสามเณรปลื้มด้วยตัวเองเมื่อเช้าวานนี้ (2 มิ.ย. 60) ท่ามกลางหลายพันคนที่ติดตามดูการขุดค้นหาศพ และพบศพสามเณรปลื้มตามที่ผู้ต้องหารับสารภาพไปแล้วนั้น

วันนี้ 3 มิ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันนี้ได้มีการเปิดเผยคำสั่งคณะสงฆ์ จ.นครศรีธรรมราช เรื่องการแต่งตั้งรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ข้อความในคำสั่งระบุว่า ด้วยพระเทพสิริโสภณ (ภากร) อายุ 79 พรรษา 58 อดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการย่องย่องเป็นเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย.60 เป็นเหตุให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ว่างลง จึงสั่งการให้พระครูพรหมเขตคณารักษ์ (ชัยสิทธิ์ ) อายุ 45 พรรษา 24 เจ้าคณะ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช และเจ้าอาวาสวัดสระเรียง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้รักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก โดยให้มีอำนาจหน้าที่เหมือนเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ตามความในมาตรา 37 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2535 ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.2560 เป็นต้นไป ลงชื่อพระราชปริยัติเวที เจ้าคณะ จ.นครศรีธรรมราช สำหรับพระครูพรหมเขตคณารักษ์ (ชัยสิทธิ์) เป็นพระนักพัฒนาเรียนจบระดับปริญญาเอกสาขาพระพุทธศาสนา ชาวพุทธใน จ.นครศรีธรรมราชเชื่อว่าจะสามารถเข้าไปแก้ปัญหา กอบกู้ภาพลักษณ์วัดวังตะวันตกและพุทธศาสนาได้อย่างแน่นอน

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 60 พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร นครศรีธรรมราช นำหมายค้นวัดวังตะวันตก เข้าพบพระเทพสิริโสภณ อดีตเจ้าคณะ จ.นครศรีธรรมราช และเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก พบว่า กุฏิถูกใส่กุญแจขังไว้ โดยพระเทพสิริโสภณ ซึ่งอยู่ในวัยชรา สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ยอมรับว่าไม่ได้ออกจากกุฏิไปไหนมานานนับปีแล้ว และไม่เคยรับรู้สถานะการเงินของวัด เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มผู้ต้องหาที่ฆ่าสามเณรปลื้ม นอกจากนี้พระเทพสิริโสภณ ยังยืนยันว่า น.ส.ปิยฉัตร อรุณสกุล และนายเด่นชัย ภูมินิยม ไม่ได้เป็นญาติกับอาตมา แต่ถามว่าเหตุใดถึงเข้ามาควบคุมวัด พระเทพสิริโสภณกลับนิ่งเฉยและไม่ตอบคำถาม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นิมนต์พระเทพสิริโสภณ สอบปากคำอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

นายบอย (นามสมมุติ) ผู้ที่คอยดูแลปรนนิบัติพระเทพสิริโสภณ กล่าวยอมรับว่า ช่วงที่ตัวเองไม่อยู่จะล็อกกุญแจประตูรั้วเอาไว้ตลอดเวลา จุดประสงค์เพราะไม่อยากให้ใครมารบกวนท่านเจ้าคุณ เนื่องจากท่านเจ้าคุณป่วยสุขภาพไม่ดี ตนเป็นผู้จัดหาอาหารมาถวายให้ท่านฉัน และนำเงินจากการเก็บค่าจอดรถภายในวัด ประมาณ 600 บาท ต่อวัน ไปซื้ออาหาร ข้าวของเครื่องใช้ให้ท่านเจ้าคุณ ส่วนที่เหลือตนก็เอาไปใช้จ่ายส่วนตัว หากวันไหนนางปิยฉัตร มาขอเงินที่ได้จากการเก็บค่าที่จอดรถ ตนก็ต้องให้นางปิยฉัตรไปทั้งหมด

ขณะที่เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา (2 มิ.ย.60) นายชวน เอกเกียรติกุล อายุ 42 ปี ได้เข้าพบสื่อมวลชน สมาคมสื่อมวลชน จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเปิดเผยว่า ตามปกติตนทำงานขับรถบรรทุก 10 ล้อก่อสร้างถนนอยู่ใน จ.กาฬสินธุ์ แต่ได้ติดต่อกับสามเณรปลื้มมาตลอด และส่งเงินให้เป็นครั้งสุดท้ายช่วงหลังปีใหม่ และรู้ว่ามีปัญหาทะเลาะวิวาทกับคนข้างวัด หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อสามเณรปลื้มได้ แต่มีญาติๆ คอยตามหาสามเณรปลื้มอย่างต่อเนื่อง จนทราบว่าจะมีการขุดศพสามเณรปลื้มซึ่งถูกฆ่าฝังศพในวัดวังตะวันตกและจะมีการขุดศพ ตนจึงเดินทางมาถึง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเช้าวันที่ 1 มิ.ย. เพื่อมารับศพไปตรวจพิสูจน์ที่นิติเวช โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี แต่ก็ยังไม้ได้ตรวจ เพราะทางแพทย์อ้างว่ายังไม่ได้หนังสือหรือเอกสารส่งศพจากพนักงานสอบสวน จึงต้องฝากศพไว้ชั่วคราวและเดินทางกลับมานำใบส่งตัวเดินทางไปอีกครั้งในเวลาประมาณ 14.30 น. วันนี้ (3 พ.ค. 60) และจะกลับมาที่หลุมฝังศพกลางวัดวังตะวันตกเพื่อประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณสามเณรปลื้ม บุตรชายกลับบ้าน

นายชวน เปิดเผยอีกว่า กลุ่มผู้ต้องหาอ้างว่า สามเณรปลื้มขโมยเงินจึงต้องฆ่าทิ้ง ส่วนตัวตนไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะสามเณรปลื้มไม่มีนิสัยขี้ลักขี้ขโมย แต่เขาเป็นคนที่ชอบพูดจาโผงผาง ซึ่งอาจจะไปรู้เห็นเกี่ยวกับความลับสำคัญบางอย่างภายในวัด จึงถูกฆ่าปิดปากมากกว่า ตนรับไม่ได้และจะไม่ขอพูดถึงกลุ่มฆาตกรใดๆ ทั้งสิ้น โดยคดีนี้โทษถึงประหารชีวิตก็อยากให้กลุ่มผู้ต้องหารับโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตจริงๆ เพราะเป็นพฤติกรรมการกระทำที่เหี้ยมโหดผิดมนุษย์ และยังปิดบังอำพรางซ่อนเร้นศพอีก จึงขอให้ประหารชีวิตจริงๆ จะได้สาสมกับความชั่วช้าที่กระทำกับลูกของตน แต่ขอให้คิดดูว่า หากคนตายเป็นลูกหลานของตัวเองจะรู้สึกอย่างไร ตนไม่อยากให้ต้องโทษประหารชีวิต แต่ติดคุกจริง 8 - 9 ปี ก็พ้นโทษออกมาอยู่อย่างสุขสบาย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นายเด่นชัย และนางปิยฉัตร ในอดีตเป็นคนหาเช้ากินค่ำ โดยเฉพาะนางปิยฉัตรมีสามีเก่าเป็นตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ชื่อ "จ่าตี๊ด" เมื่อกว่า 10 ปี ก่อน จ่าติ๊ด สามีถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อร่วมกับ ร.ต.อ.รอง สว.สส.สภ.เมือง นายหนึ่งล่อลวง นศ.สาว หลานสาวนายอำเภอท่านหนึ่ง มาสอบสวนในฐานะพยานที่เห็นเหตุการณ์นักศึกษาทะเลาะวิวาททำร้ายกัน ก่อนจะทำการวางยา พาไปรุมโทรมที่บังกะโลแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครศรีธรรมราช จนถูกให้ออกจากกราชการ และศาลพิพากษาจำคุกกว่า 20 ปี แต่หลบหนีคดีระหว่างประกันชั้นฏีกา ทางอดีตนายอำเภอได้ตั้งรางวัลนำจับสูงถึง 1 ล้านบาท จนถึงขณะนี้ยังจับกุมตัว "จ่าติ๊ด" สามีของนางปิยฉัตรไม่ได้ โดยในตอนนั้นนางปิยฉัตรต้องหอบลูกหาบ้านเช่าและมีสามีใหม่หลายคน กระทั่งไปตั้งแผงขายน้ำผลไม้ปั่นบริเวณประตูทางเข้าหลังวัดวังตะวันตก และเริ่มเข้ามาตีสนิทกับพระชั้นผู้ใหญ่ในวัดจนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และมีการถ่ายรูปเอาไว้ข่มขู่แบล็กเมล์พระชั้นผู้ใหญ่มาตลอด ก่อนจะมามีความสัมพันธ์กับนายเด่นชัย หรืออดีตพระเด่น ซึ่งค้าขายหากินอยู่ในวัดเช่นกัน

หลังจากนั้นนางปิยฉัตร และนายเด่นชัย ได้เข้ามาฮุบการบริหารการจัดเก็บผลประโยชน์ภายในวัดทั้งหมด โดยที่เจ้าอาวาสวัด ไม่กล้าขัดขวาง ทั้งการเก็บค่าเช่าแผงค้าขายในวัด ค่าที่จอดรถ และข่มขู่กดดันให้เจ้าอาวาสวัด ปลดคณะกรรมการวัดออกทั้งหมด และตั้งนายเด่นชัย หรืออดีตพระเด่นชัย เป็นไวยาวัจกรวัดมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว โดยนางปิยฉัตรเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ล่าสุดมีการเรียกเจ้าของธุรกิจ ร้านค้า อาคารพาณิชย์ โรงแรมซึ่งเช่าที่วัดประกอบกิจการทั้งหมด เนื่องจากกำลังจะหมดสัญญาเช่าเดิม เพื่อมาทำสัญญาเช่าใหม่ 30 ปี โดยนางปิยฉัตร หรือ บิว ได้เรียกเก็บค่าเช่าครั้งเดียวทันที รายละ 300,000 บาท คิดเป็นเงินรวมหลายสิบล้านบาท

และเมื่อปี 2558 พระชั้นผู้ใหญ่ เจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะฯ ทนอับอายสังคมไม่ไหว ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพที่ถูกกดดัน ข่มขู่ แบล็กเมล์ จึงหลบหนีออกจากวัดหายไปเป็นเวลานานนับเดือน และมีกระแสข่าวว่า เจ้าอาวาสคงหลบหนีไปลาสิกขาบท และพยายามข้ามแดน แต่เจ้าอาวาสไม่มีหนังสือเดินทางจึงถูกจับกุมที่ด่านพรมแดนไทย - พม่า จนทางคณะสงฆ์ต้องรับรองว่าเป็นพระผู้ใหญ่ ตำแหน่งเจ้าคณะฯ จริง นางปิยฉัตรจึงเดินทางไปรับกลับมาวัด และข่มขู่กดดันว่าห้ามคิดลาสิกขาบท แล้วกักขังบริเวณให้อยู่แต่ในกุฏิเท่านั้น โดยล็อกกุญแจประตูรั้วมาตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี จนคณะสงฆ์ได้รับการร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสม และสั่งปลดออกจากตำแหน่งเจ้าคณะฯ และตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะฯ แต่ยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ด้วยสุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บป่วยด้วยโรคชราและโรคเครียด ตลอดระยะเวลาที่นางปิยฉัตรและนายเด่นชัย เข้ามาฮุบวัดในระยะเวลา 6 - 7 ปี กอบโกยผลประโยชน์จากวัดวังตะวันตก จนมีฐานะร่ำรวย ซื้อบ้านหลังใหญ่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช มูลค่า 3 - 5 ล้านบาทได้ ซื้อบ้านที่กรุงเทพฯ มูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท มีรถยนต์เก๋งหรู 2 - 3 คัน รถกระบะ 1- 2 คัน และทรัพย์สินอื่นๆ หลายสิบรายการ มูลค่าไม่น้อยกว่า 30 - 40 ล้านบาท

ในขณะที่พระหรือสามเณรในวัดไม่มีรูปใดกล้าตอแยกับนางปิยฉัตร ต่างเกรงกลัวและอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของนางปิยฉัตรและนายเด่น ที่ผ่านมาเคยมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งแข็งข้อกับนางปิยฉัตร จนถูกรุมทำร้ายบาดเจ็บสาหัส และนางปิยฉัตร - นายเด่นชัย ก็ถูกตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช จับกุมดำเนินคดี เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 58 จนปัจจุบันไม่มีรายงานความคืบหน้าของคดีดังกล่าว

นอกจากนี้นางปิยฉัตรยังเคยขัดขวางการถ่ายภาพเหตุการณ์ ขณะที่ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพทำข่าว และสั่งให้ลูกน้องขนสบง จีวร เครื่องอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์รูปดังกล่าวมาเผาทำลาย และรุมทำร้ายจนพระภิกษุรูปดังกล่าวสลบแน่นิ่ง ชาวบ้านไม่พอใจจึงรวมตัวประท้วงการกระทำที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่นางปิยฉัตรได้ข่มขู่พร้อมประกาศจะฟ้องดำเนินคดีกับสื่อมวลชนหลายสำนัก ที่นำเสนอข่าวอย่างครึกโครม แต่ที่สุดก็ไม่กล้าแจ้งความดำเนินคดีกับสื่อมวลชน

ซึ่งพฤติกรรมของนางปิยฉัตร และนายเด่นชัย ชาวบ้านต่างโจษขานกันทั่ว และมีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่สนิทสนมเคยเตือนให้ยุติพฤติกรรมข่มขู่แบล็กเมล์เจ้าอาวาส และหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากวัด เพราะจะมีบาปกรรมตามสนองได้ แต่ทั้งสองกลับแย้งว่าบาปกรรมไม่มีจริง หากบาปกรรมมีจริง พระภิกษุ - สามเณร ที่มีพฤติกรรมชั่ว ไม่ดี คงได้รับกรรมกันหมดแล้ว ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่มีใครกล้าห้ามคนทั้งคู่จนเกิดเรื่องขึ้นดังกล่าว ชาวบ้านเชื่อว่าสาเหตุการฆ่าฝังศพสามเณรปลื้ม ไม่ได้มาจากการที่สามเณรปลื้มขโมยเงิน และสร้อยคอทองคำ ตามที่นางปิยฉัตรกล่าวอ้าง แต่มาจากการที่สามเณรปลื้มไปล่วงรู้ความลับหรือเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมบางอย่างเกี่ยวกับนางปิยฉัตรกับพระในวัด

ด้าน พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพชิญ์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า เหตุการณ์เริ่มต้นจากวันที่ 3 ม.ค. 60 พฤติกรรมของแก๊งฆ่าสามเณรปลื้ม ฝังดินรายนี้ โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ตามแนวทางการสอบสวนและคำรับสารภาพของนายเด่นชัย และสามเณรสุริยา ระบุว่า หลังจากเรียกสามเณรปลื้มมาเค้นสอบเรื่องขโมยเงิน และสร้อยคอทองคำของนางปิยฉัตร แต่สามเณรปลื้มไม่ยอมรับ จึงถูกรุมทุบตีจนสลบคาที่ เมื่อฟื้นขึ้นมาก็ถูกรุมซ้อมอีก จนนายวรวิทย์ หรือเอ็ม วิเชียรนพวงศ์ หรืออดีตพระวรวิทย์ ประจักษ์พยานในคดีนี้ได้ยินเสียงร้องของขอชีวิตอย่างน่าเวทนาของสามเณรปลื้ม

 

ชมคลิปด้านล่าง
VVV
VV
VV
V
V
V
V

 


 


ที่มา - http://workpointtv.com/news/34161

เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์