รุมป้องม.6รีดลูก จี้เลิกกม. เอาผิดสตรีทำแท้ง

ยิ่งผลักเด็กทำเถื่อน รวบแล้วสาวตัวการ! ขายยามรณะผ่านเน็ต แกะรอยจากเงินโอน

รมต.สาธารณสุขเผยตร.รวบตัวเจ้าของร้านชำสาวใหญ่ชาวตราด ผู้ต้องสงสัยเปิดเว็บไซต์ขายยาทำแท้งผ่านเน็ต จนมีนักเรียนสาวชั้น ม.6 ในกรุงเทพฯ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปสั่งซื้อยามารีดลูกออกและตกเลือดช็อกเกือบตาย เบื้องต้นยังปฏิเสธทุกข้อหา แต่ตร.มีหลักฐานการโอนเงินและส่งพัสดุมัดตัว แฉยามรณะที่ขายชื่อ 'ไซโตเทค' เป็นยาควบคุมพิเศษใช้รักษาแผลในลำไส้กับกระเพาะ แต่ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์เด็ดขาด ผจก.มูลนิธิเพื่อนหญิงหนุนเลิกกฎหมายอาญามาตรา 301 เอาผิดผู้หญิงทำแท้ง ชี้เป็นการละเมิดสิทธิและไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ด้านสสส. เผยสถิติวัยรุ่นไทยปัจจุบันมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศถึง 1.25 ล้านคน ส่วนอัตราตั้งครรภ์อยู่ที่ 2.5 แสนคน/ปี และครึ่งหนึ่งเลือกทำแท้ง

จากเหตุสลด นักเรียนสาวอายุ 17 ปี ชั้น ม.6 โรงเรียนชื่อดังย่านถนนรัชดาภิเษก กทม. ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรและตัดสินใจทำแท้งซื้อยาสอดขับเลือดที่ประกาศขายทางอินเตอร์เน็ต

หลังจากใช้ไปแล้วปรากฏว่าทารกในครรภ์อายุราว 7-8 เดือนหลุดออกมา แต่ก็มีอาการตกเลือดจนช็อก แฟนหนุ่มม.5 และน้องสาวที่พักอยู่ในคอนโดมิเนียมด้วยกันต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ชีพนำส่งร.พ.ราชวิถี สอบสวนทราบว่า นักเรียนสาวตั้งครรภ์กับแฟนหนุ่มคนก่อน แต่เลิกกันไปแล้ว และมาคบหากับแฟนคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเดียวกัน ขณะที่องค์กรผู้หญิงค้านดำเนินคดีน.ร.สาว ระบุช่องโหว่มาตรา 301 ละเมิดสิทธิบุคคล ซ้ำเติมผู้หญิงตั้งท้องไม่พร้อม ด้านตร.เร่งสอบขยายผลถึงที่มาของยาสอดทำแท้ง เนื่องจากเป็นยาอันตราย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 15 ต.ค. ที่โรงแรมไทยอลังการ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

เปิดการแถลงข่าวว่า ขณะนี้ตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อย. และกระทรวงสาธารณสุข ได้ควบคุมตัวบุคคลที่ขายยาทำแท้งให้แก่นักเรียนสาวม.6 ในกรุงเทพฯ แล้ว ทราบชื่อนางพิน ศิริศฤงคาร อายุ 50 ปี โดยจับตัวได้ที่บ้านของนางพินเอง ซึ่งเปิดเป็นร้านชำชื่อ ร้านภาวิณี เลขที่ 335 หมู่ 2 ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ในข้อหาขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้จะตรวจสอบต่อไปหากพบเป็นยาปลอมที่มีการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี และปรับ 2,000-10,000 บาท

นายจุรินทร์ กล่าวว่า อย.ตรวจสอบพบว่าเว็บไซต์ที่ขายยาทำแท้งมีชื่อว่าไซโตเทคฟอร์ยู ส่วนยาทำแท้งที่ขายให้แก่นักเรียนม.6 คือ ยาไซโตเทค (Cytotec) ซึ่งจัดเป็นยาควบคุมพิเศษให้ใช้เฉพาะในโรงพยาบาล
 
ขึ้นทะเบียนตำรับยากับอย. เลขที่ 1C 38/46 มีลักษณะเป็นเม็ดสีขาวรูปหกเหลี่ยม มีข้อบ่งใช้เพื่อรักษาแผลบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้นและกระเพาะอาหาร ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่มีแผนตั้งครรภ์ เนื่องจากจะเพิ่มความแรงของการบีบตัวของมดลูกในเวลามีครรภ์ จนอาจทำให้การปฏิสนธิในครรภ์ถูกขับออกเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด

นอกจากนั้น อย.ยังประสานไปยังตำรวจปราบปรามการกระทำความผิด 1 เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อสอบสวนสืบสวนรายละเอียดเพิ่มเติม พบว่านักเรียนสาวม.6 สั่งซื้อยาไซโตเทค จำนวน 1 แผงจากเว็บไซต์ดังกล่าว และเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2553 เวลา 17.02 น. ได้โอนเงินเข้าที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาคลองใหญ่ จ.ตราด เลขที่บัญชี 327-2-10413-0 ชื่อบัญชี PIN SIRISARINGHARN หลังจากนั้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2553 เวลา 09.47 น. มีการนำสินค้าฝากส่งพัสดุ EMS หมายเลข EH 529972071 TH ชื่อผู้ฝาก กอล์ฟ PK สมุนไพร

จากการตรวจสอบชื่อบัญชีที่นักเรียนโอนเงินเข้าไป คือบัญชีของ นางพิน ศิริศฤงคาร อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 335 หมู่ 2 ต. คลองใหญ่ (ร้านภาวิณี) อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

ทางอย. จึงร่วมกับตำรวจบก.ปคบ. เข้าไปตรวจสอบบ้านของนางพิน จากนั้นควบคุมตัวนางพินดำเนินคดีในข้อหาขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบเป็นยาปลอมลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ จะต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาทอีกด้วย

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ขอฝากเตือนประชา ชนอย่าหลงเชื่อการโฆษณาขายยาที่อวดอ้างว่าเป็นยาสำหรับทำแท้งผ่านทางเว็บไซต์มาใช้เองเด็ดขาด ยิ่งถ้าอายุครรภ์มากๆ ยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้น เพราะอาจเกิดการตกเลือด และถ้าส่งโรงพยาบาลไม่ทันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมทั้งอย่าหลงเชื่อยาที่โฆษณาสรรพคุณต่างๆ ทางเว็บไซต์ เพราะเสี่ยงอันตรายจากผลข้างเคียง รวมทั้งอาจได้รับยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ซึ่งไม่มีผู้รับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา หรืออาจเป็นยาที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นยาปลอมและยาเสื่อมคุณภาพ ทำให้ขาดโอกาสในการรักษาโรคที่ถูกต้อง

"ขอเตือนไปถึงเจ้าของเว็บไซต์ต่างๆ รวมไปถึงผู้ผลิต ผู้ขายยา ทุกราย อย่าได้โฆษณาหลอกลวงโอ้อวดสรรพคุณของยาต่างๆ โดยไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายยาทำแท้ง จะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นการสั่งปิดเว็บไซต์โดยกระทรวงไอซีที รวมทั้งได้รับโทษทั้งจำและปรับ การกระทำเช่นนี้ยังถือว่าขาดจริยธรรมและคุณธรรมอันดีต่อมนุษย์ หากผู้บริโภคท่านใดพบเห็นการโฆษณาขายยาผิดกฎหมายทางเว็บไซต์ที่คาดว่าจะเป็นอันตราย โปรดแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556" รัฐมนตรีสาธารณสุข ระบุ

ต่อมาเวลา 19.00 น. พ.ต.อ.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผกก.4 บก.ปคบ. นำตัวนางพินมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการที่โรงละครไทยอลังการ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นนางพินให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเงินที่โอนเข้ามาในบัญชี และยังกล่าวอีกว่าร้านของตนเปิดเพียงแค่เป็นร้านขายของชำเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาทำแท้งแต่อย่างใด

พ.ต.อ.พฤทธิพงษ์ เปิดเผยว่า จากแนวทางการสืบสวนทราบว่า มีการสั่งซื้อยาดังกล่าวผ่านบัญชีธนาคารของนางพินจริง ส่วนจะมีผู้อื่นนำบัญชีมาใช้เป็นทางผ่าน เพื่อการจำหน่ายยาหรือไม่นั้น จะได้สืบสวนสอบกันต่อไป ส่วนนางพินในเบื้องต้นตกเป็นผู้ต้องสงสัยเท่านั้น

วันเดียวกัน นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวถึงกรณีตำรวจเตรียมดำ เนินคดีนักเรียนสาวม.6 ที่ทำแท้ง ฐานทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 301 ที่บัญญัติว่าหญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้แท้งลูกต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเตรียมส่งเด็กไปสถานพินิจและคุ้มครอง ว่า น่าเห็นใจเด็กเพราะปัญหานี้ยิ่งพูดเรื่องกฎหมาย เด็กจะยิ่งหลบไปทำแท้งเถื่อนมากขึ้น ดังนั้นตนเห็นด้วยให้มีการยกเลิกมาตรา 301 เพราะการทำแท้งเกิดจากเด็กกลัวพ่อแม่รู้ เด็กอับอาย และกลัวต้องออกจากโรงเรียน ยิ่งปัจจุบันแนวโน้มผู้ชายส่วนใหญ่ที่ไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงจะไม่ป้องกัน เพื่อแสดงความเป็นชาย หากผู้หญิงไม่ยอมก็อ้างว่าผู้หญิงไม่รัก ผู้หญิงไม่ได้ตั้งใจจะทำแท้ง แต่เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องหาทางออก แต่กฎหมายที่มาเอาผิดถือว่าใช้ไม่ได้

"องค์กรผู้หญิงจะพูดคุยกับเครือข่ายเพื่อผลักดันให้มีการแก้มาตรา 301 หรือยกเลิกกฎหมายไปเลย เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อเด็กและผู้หญิง ในทางกลับกันน่าจะใช้มาตรการป้องกัน ให้ความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ รณรงค์ให้ผู้ชายป้องกัน การแสดงความเป็นชายโดยไม่ใส่ถุงยาง หรือบอกว่าผู้หญิงไม่ยอมถือว่าไม่รักผู้ชาย ต้องรณรงค์เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยองค์กรผู้หญิงจะจัดเสวนาเรื่องนี้เพื่อยกเลิกกฎหมายที่ละเมิดสิทธิผู้หญิงตรงนี้" นายจะเด็จ กล่าว

ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนสสส. วาระเรื่องมาตรการสนับสนุนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น

น.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น สสส. กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์เยาวชนไทยปัจจุบัน พบว่า วัยรุ่นไทย อายุ 15-19 ปี ปัจจุบันจำนวน 5 ล้านคน มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศไม่ปลอดภัยถึง 1.25 ล้านคน มีอัตราการตั้งครรภ์อยู่ที่ 2.5 แสนคน/ปี โดยครึ่งหนึ่งเลือกทำแท้ง และมีอัตราการคลอดบุตร เฉลี่ย 1.2 แสนราย/ปี หรือเฉลี่ยวันละ 360 คน ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ขาดการดูแลครรภ์ที่เหมาะสม ทำให้เกิดปัญหาตามมาคือการคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อย และมี 1 เปอร์เซ็นต์ที่ตายหลังคลอด

"วัยรุ่นตั้งครรภ์อายุ 15-19 ปีที่เลือกจะทำแท้งพบว่า มี 50 เปอร์เซ็นต์เป็นการทำแท้งโดยไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนสูงจนถึงขั้นเสียชีวิต และก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูง และประมาณ 1 ใน 4 ของวัยรุ่นที่ทำแท้งเป็นการทำแท้งซ้ำ ทั้งนี้มีวัยรุ่นเพียง 1 ใน 3 ที่คุมกำเนิดทุกครั้งขณะมีเพศสัมพันธ์ และส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งปัญหาที่จะตามมาของแม่วัยรุ่น มีทั้งปัญหาสาธารณสุข การใช้ชีวิตในสังคม อนาคตในการศึกษา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันป้องกัน" น.พ.ยงยุทธ กล่าว

เครดิต :
เครดิต : เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์ข่าวสด


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์