2มือบึ้มภูมิใจไทย อ้างแค้น รัฐบาล2มาตรฐาน

บึ้มภูมิใจไทย -ตำรวจคุมตัวนายกำพล คำคง และนายเดชพล พุทธจง
ทำแผนนำรถเข็นเงาะซุกบึ้มถังแก๊สมาถล่มพรรคภูมิใจไทย แต่เกิดการผิดพลาด
ระเบิดกันเอง ขณะที่ตำรวจตามล่าต่อพรรคพวกอีก 4 คน เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.

ตร.จับได้อีก 2 คนร้าย ร่วมก่อเหตุวางระเบิดถล่มพรรคภูมิใจไทย ไปตามรวบที่เมืองชลกับเมืองจันท์ คุมตัวเข้ากรุงให้"อัศวิน ขวัญเมือง"สอบเค้น ยอมสารภาพถึงแผนการก่อเหตุทุกอย่าง

แต่ไม่ซัดทอดถึงคนจ้างวานอีกที อ้างแค่ทำไปเพราะไม่พอใจสองมาตรฐาน ก่อนตร.คุมตัวทำแผนรวม 9 จุด เสียแผนเพราะกดรีโมตแล้วระเบิดไม่ทำงาน แต่ดันมาบึ้มเองทีหลัง "อนุพงษ์"ยันอีกคน ไม่มีเหตุผลที่จะสร้างสถานการณ์เพื่อยืดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยันศอฉ.ส่งทหารกลับกรมกองหมดแล้ว ขณะที่"เทพเทือก"โวยบาปกรรม จะมาโทษรัฐบาลสร้างสถานการณ์ "คณิต"ออกเดินสาย ปรึกษา"หมอประเวศ-สนธิลิ้ม" ฝากขัง 11 นปช.ครั้งที่ 2 อีก 12 วัน ทนายยื่นร้องขอปล่อยตัว 10 คน ยกเว้น"ก่อแก้ว"ที่ออกมาสมัครส.ส.ได้

-จับการ์ดนปช.-จ้างบึ้มภท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. วันที่ 24 มิ.ย. ชุดสืบสวน ภ.จว.จันทบุรี นำโดยพ.ต.อ.วีระชัย วิสุทธิอุทัยกุล รองผบก.ภ. จว.จันทบุรี พ.ต.ท.วรรษษิฐ บำรุงราษฎร์ สว.สืบสวน ภ.จว.จันทบุรี นำกำลังร่วมกับชุดสืบสวน บช.ภาค 2 ชลบุรี ซุ่มโป่งบริเวณสามแยกคลองทราย หน้าปั๊มน้ำมันเอสโซ่บริการ หมู่ที่ 2 ถ.สุขุมวิท ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี เพื่อจับกุมผู้ต้องหาคดีวางระเบิดข้างพรรคภูมิใจไทย

ต่อมาเวลา 00.20 น. วันที่ 25 มิ.ย. เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายกำพล คำคง อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70/42 หมู่ที่ 2 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ผู้จ้างวานวางระเบิดพรรคภูมิใจไทยได้ พร้อมกับนี้ยังสามารถจับกุมเพื่อนร่วมแก๊งชื่อนายเดชพล พุทธจง อายุ 57 ปี ได้อีกคน จากนั้นคุมตัวมายังบช.ภาค 2 จ.ชลบุรี ตามที่สืบทราบว่านายกำพล ซึ่งเป็นการ์ดนปช. ว่าจ้างนายเอนก สิงขุนทด ให้เข็นรถเงาะบรรทุกระเบิด ไปถล่มพรรคภูมิใจไทย ในซอยพหลโยธิน 43 กทม. แล้วนายเอนกพลาดท่าได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด จนถูกจับกุมไปก่อนแล้ว พร้อมให้การซัดทอดถึงผู้จ้างวาน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา

-คุมตัวเข้ากรุงให้"อัศวิน"สอบ

ด้านพล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. กล่าวว่า พล.ต.ท.อัศวินประสานกับพล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รองผบช.น. มาตั้งแต่ต้น เมื่อจับกุมได้แล้วจะส่งให้สน.บางเขนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สำหรับคดีนี้คาดว่าน่าจะเชื่อมโยงกับคดีวางระเบิดซอยรามอินทรา 81 เพราะจากการตรวจวัตถุระเบิดมีลักษณะคล้ายกัน โดยดูจากการต่อวงจรของวัตถุระเบิด ส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุนั้น คาดว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน

ที่สำนักงานตำรวจห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน บช.ภาค 2 ควบคุมตัว นายกำพล คำคง อายุ 42 ปี และนายเดชพล พุทธจง อายุ 57 ปี ผู้ต้องสงสัยจ้างวานนายเอนก สิงขุนทด วางระเบิดทีเอ็นที (ถังแก๊ส) หน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา มาสอบปากคำที่สำนักงาน พล.ต.ท.อัศวิน ในฐานะ รรท.ผบช.ภ.2

ทั้งนี้ ภายในสำนักงานมีชุดพนักงานสอบ สวน นำโดย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. สอบปากคำผู้ต้องสงสัยทั้งสองราย โดยเบื้องต้นแยกห้องสอบปากคำ ซึ่งพล.ต.ท.อัศวินเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถคุมตัวนายเดชพลได้เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. เวลาประมาณ 20.00 น. ได้ที่สวนเสือศรีราชา จ.ชลบุรี และขยายผลสืบสวนจนจับกุมนายกำพลได้ที่ปั๊มเอสโซ่ ทางเข้าจ.จันทบุรี

-ระบุมีพระร่วมทีมบึ้มด้วย

พล.ต.ท.อัศวินกล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันวางแผนก่อเหตุระเบิดครั้งนี้ยังมีอีก 4 ราย หนึ่งในนั้นมีพระสงฆ์ร่วมอยู่ด้วย และเตรียมการให้ทั้งสองคนหนีออกประเทศ โดยก่อนหน้าที่จะก่อเหตุ 1 วัน ผู้ต้องสงสัยทั้งสองยังให้การว่าได้ไปพักอยู่บ้านพักย่านโชคชัย 4 เพื่อใช้เป็นที่วางแผนเตรียมการ ก่อนจะขับรถเก๋งยาริส สีฟ้า ไปก่อเหตุ และหลังจากทราบข่าวว่าระเบิดเกิดผิดพลาด ได้นำระเบิดอีก 1 ถังไปทิ้งภายในซอยรามอินทรา 81 ก่อนจะแยกย้ายกันหลบหนี เนื่องจากเกรงว่าจะถูกจับกุม

"จากการสอบสวนเบื้องต้น นายกำพลและนายเดชพล สารภาพว่าเคยมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ย่านราชประสงค์และราชดำเนิน โดยนายกำพลยังเคยทำหน้าที่เป็นการ์ดกลุ่มเสื้อแดงด้วย โดยสาเหตุที่ก่อเหตุระเบิด เนื่องจากภายหลังการสลายการชุมนุม นายเดชพลและนายกำพล รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่พอใจในการทำงานของรัฐบาลที่มีสองมาตรฐาน จึงมาร่วมกันก่อเหตุดังกล่าว แต่ไม่ได้วางเป้าหมายถึงชีวิต ต้องการเพียงเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายเท่านั้น" พล.ต.ท.อัศวินกล่าว

-ตัดปมนักการเมืองสั่งป่วน

ด้านพล.ต.ต.อำนวยกล่าวว่า การก่อเหตุครั้งนี้ ยังไม่สามารถทราบได้ว่ามีคนมีสี หรือนักการเมืองเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ การสอบสวนยังไม่สามารถทราบได้ถึงขนาดนั้น แต่อาจตัดไปได้ว่าการก่อเหตุครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการสร้างสถาน การณ์ของกลุ่มนักการเมือง อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนเตรียมนำพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อขอให้ศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับนายเดชพลและนายกำพล 3 ข้อหาภายในวันนี้ คือ ร่วมกันมีและใช้วัตถุระเบิด ทำให้เกิดระเบิด ส่งผลให้ผู้อื่นได้รับอันตรายและทรัพย์สินเสียหาย และนำพาวัตถุระเบิดในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุ อันควร

ต่อมาชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนนำตัวนายกำพลไปค้นหาหลักฐานยังที่พักย่านโชคชัย 4 ที่ใช้วางแผนก่อเหตุ โดยหลังจากที่ได้หมายจับแล้ว คาดว่าตำรวจจะนำตัวนายกำพลและนายเดชพล ไปทำแผนประกอบคำรับสาร ภาพในวันนี้พร้อมกัน

มีรายงานว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ต้องหาทั้งสองได้เดินทางไปยังอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งย่านโชคชัย 4 เพื่อพบกับผู้ร่วมก่อเหตุอีก 5 คน คือ หญิงสาวชื่ออ้อ นายอ้าย นายอ้วน นายสำราญ และนายเอนก คนเจ็บที่ถูกจับกุมไปก่อนแล้ว ซึ่งนำถังแก๊สจำนวน 2 ถังมาไว้ในบ้านหลังดังกล่าวแล้ว โดยคืนก่อนเกิดเหตุ นายอ้วนและนายสำราญได้ช่วยกันประกอบระเบิดทั้ง 2 ถัง จนกระทั่งช่วงเช้าวันที่เกิดเหตุ นายเดชพลเป็นผู้ขับรถกระบะพานายกำพล และนายเอนก พร้อมบรรทุกรถเข็นเงาะทิ้งไว้ใกล้กับที่เกิดเหตุ จากนั้นได้ให้นายเอนกเป็นคนเข็นรถเงาะไปบริเวณหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่เกิดระเบิดขึ้นก่อน ทำให้นายเอนกได้รับบาดเจ็บ ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดจึงพากันออกมาจากที่เกิดเหตุ และนำระเบิดถังแก๊สอีกลูกที่เตรียมจะไปวางที่กรมทหารราบที่ 11 ไปทิ้งไว้ที่ซอยรามอินทรา 81 เพื่อทำลายหลักฐานแล้วพากันแยกย้ายหลบหนี

-ฝากขัง11นปช.ครั้งที่ 2 อีก 12 วัน

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา ภิเษก พ.ต.ท.สมชาย เชยล้อมขำ พนักงานสอบ สวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ยื่นคำร้องฝากขังครั้งที่ 2 นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, น.พ.เหวง โตจิราการ, นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา, นายวิภูแภลง พัฒนภูมิไท, นายนิสิต สินธุไพร นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และนายก่อแก้ว พิกุลทอง 8 แกนนำ นปช. และนายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดา คนสนิทพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล, นายอำนาจ อินทโชติ และนายสมบัติ มากทอง กลุ่มการ์ด นปช. อีก 3 คน รวม 11 คน ผู้ต้องหาคดีร่วมกันใช้หรือสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำความผิดฐานก่อการร้ายตาม ป.อาญา ม.135/1-3 และ ม.83-86 อัตราโทษสูงสุดประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 3-20 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-1,000,000 บาท

โดยพนักงานสอบสวนระบุในคำร้องสรุปว่า ตามคำร้องฝากขังครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2553 ขอฝากขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนมีกำหนด 12 วัน และจะครบกำหนดวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ซึ่งตรงกับวันหยุดราชการนั้น พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนมาโดยตลอด หากแต่การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ เพราะต้องสอบปากคำพยานอีก 70 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานของกลางต่างๆ ทางนิติวิทยาศาสตร์จำนวนมาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ประวัติลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องหามาประกอบการสอบสวน และเนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนอีก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย.-8 ก.ค.นี้

ศาลสอบผู้ต้องหาโดยใช้วิธีสื่อสารทางไกลผ่านจอภาพ (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์) แล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้ตามที่ร้องขอ

-ทนายค้าน 10 คนยกเว้นก่อแก้ว

ด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. ได้เดินทางมายื่นคัดค้านการฝากขังของพนักงานสอบสวน ที่ยื่นคำร้องให้ขังนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. พร้อมยื่นอุทธรณ์คำสั่งประกันตัวผู้ต้องหา 10 คน ยกเว้นนายก่อแก้ว ที่ได้รับการอนุญาตให้ปล่อยตัวไปสมัครส.ส.วันที่ 28 มิ.ย.

นายคารม กล่าวว่า หลังจากศาลมีคำสั่งอนุ ญาตให้นายก่อแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในผู้ต้องหา ที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำคลองเปรม ออกไปใช้สิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม. ในนามพรรคเพื่อไทยในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ทางทีมทนายความได้เปลี่ยนแปลงการยื่นอุทธรณ์คัดค้านการฝากขัง ผู้ต้องหาเพียง 10 คน ยกเว้นนายก่อแก้วที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพียงคนเดียว โดยระบุในอุทธรณ์ว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่คิดหลบหนี ทั้งได้เข้ามอบตัว พร้อมระบุเหตุผลส่วนตัวของแต่ละคนกำกับไว้ด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งได้กลางสัปดาห์หน้า ซึ่งหลังจากนายก่อแก้ว สมัครรับเลือกตั้งเสร็จแล้ว จึงจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คัดค้านฝากขังในส่วนของนายก่อแก้วต่อไป ส่วนการนำตัวนายก่อแก้วไปสมัครส.ส.นั้น คาดว่าจะเดินทางออกจากเรือนจำในเวลา 06.30 น. วันที่ 28 มิ.ย.นี้ โดยนายก่อแก้วประสงค์จะใส่ชุดนักโทษขณะถูกควบคุมในเรือนจำไปสมัคร พร้อมประสานขอให้จัดซื้อรองเท้าผ้าใบและถุง เท้าให้ด้วย ทั้งนี้เรื่องการยื่นประกันตัวผู้ต้องหานั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ว่าจะให้ประกันหรือไม่ หากให้ประกันจะต้องเพิ่มหลักทรัพย์เท่าไหร่ โดยทางทีมทนายความพร้อมเพิ่มหลักทรัพย์ให้ตามดุลพินิจของศาล

-ท่อน้ำเลี้ยง 3-4 คนเลื่อนชี้แจง

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวว่า หลังจากดีเอสไอกำหนดตารางนัดหมายพร้อมมีหมายเรียกบุคคลและนิติบุคคลทั้ง 83 ราย เข้าชี้แจงธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. ขณะนี้มีบุคคลบางรายทำหนังสือติดต่อขอเลื่อนการเข้าชี้แจงแล้วประมาณ 3-4 ราย โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ และขอระยะเวลาในการรวบรวมเอกสารหลักฐาน เพื่อให้การชี้แจงเป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวนั้น ยังไม่ได้รับการติดต่อขอเลื่อนกำหนดการเข้าชี้แจงธุรกรรมใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการชี้แจงธุรกรรมของบุคคลและนิติบุคคลรายใด พนักงานสอบสวนเห็นว่าสิ้นข้อสงสัยแล้ว จะยกเลิกการอายัดธุร กรรมทันทีหรือไม่ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ศอฉ. เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาว่าจะยกเลิกการอายัดหรือไม่ แต่เบื้องต้นการยกเลิกอายัดรอบต่อไป น่าจะดำเนินการภายหลังเสร็จสิ้นการชี้แจงธุรกรรมต้องสงสัยทั้ง 83 รายก่อน

-คณิตรุดหารือหมอประเวศ

เวลา 08.30 น. ที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้นัดหารือกับน.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เพื่อรับฟังความคิดเห็นถึงแนวทางการดำเนินงานของ คอป. หลังหารือนานกว่า 1 ชั่วโมง

น.พ.ประเวศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า เพื่อกำหนดแนวทางการปรองดองและสมานฉันท์ เพื่อเป็นหลักในการยุติความขัดแย้ง ตนเห็นว่า คอป.มีศักยภาพที่จะแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปัญหาการเมืองในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ และโคลัมเบีย ซึ่งมีปัญหารุนแรงกว่าไทย จึงอยากให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะสื่อ อย่าประโคมข่าวว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าคนมีความหวัง ประเทศก็จะมีความหวัง การได้นายคณิตและนายกิตติพงษ์ ซึ่งเป็นสัตตบุรุษมีความซื่อสัตย์มาทำงานนี้ จะทำให้การแก้ปัญหาลุล่วงด้วยดี ขอให้สังคมอดทน เพราะตอนนี้นายคณิตกำลังคุยกับทุกฝ่าย แม้จะยังตกลงกันไม่ได้ แต่ทำให้ได้ข้อมูลออกเชื่อมโยงเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน เรียกว่าเป็นกระบวนการสุนทรียสนทนา คือฟังทุกฝ่ายอย่างตั้งใจ ไม่ตั้งธงว่าใครถูกใครผิด เนื่องจากเชื่อลึกๆ ว่า ทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ

-เผยใกล้เปิดตัวกก.คอป.

น.พ.ประเวศ กล่าวว่า คอป.ที่มีนายคณิต เป็นประธาน ถือเป็นคณะกรรมการอิสระอย่างแท้จริง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิล้วงลูกหรือครอบงำได้ เหมือนสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยเชิญนายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธานคณะกรรม การสมานฉันท์เหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเลือกกรรมการคอป.เป็นสิทธิของนายคณิตคนเดียว นายกฯไม่เกี่ยวข้อง

ด้านนายคณิต กล่าวว่า เร็วๆ นี้จะเปิดตัวคณะกรรมการคอป. ที่ส่วนใหญ่เป็นคนในวงการวิชาการและกฎหมาย ซึ่งในวันเปิดตัว จะนำกรรมการทุกคนมาแถลงข่าวพร้อมกัน รวมทั้งจะอธิบายที่มาที่ไปว่าแต่ละคนมีประวัติความเป็นมา มีผลงานอย่างไร มั่นใจว่าสังคมจะยอมรับ เมื่อถามว่าจะคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายคณิต ย้อนถามว่า จะให้ไปเจอพ.ต.ท.ทักษิณที่ไหน ระยะนี้คิดว่าไม่จำเป็นต้องคุย สังคมไทยยังมีคนอีกเยอะ อย่ายึดติดกับคนๆ เดียว

-เดินสายคุยกับ"สนธิลิ้ม"ด้วย

ต่อมาเวลา 11.00 น. นายคณิตและคณะได้เดินทางมารับประทานอาหารกลางวันกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายสุริยะใส กตะศิลา รักษาการเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ที่บ้านพระ อาทิตย์ เพื่อรับฟังข้อเสนอในการสร้างความ ปรองดองและสมานฉันท์ที่เป็นทางออกให้กับประเทศไทย ใช้เวลาหารือ 1 ชั่วโมง

นายสนธิ เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพราะสังคมไทยมีช่องทางให้ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถเรียกร้องได้ไม่ว่าจะเป็นศาลแพ่ง ศาลอาญา ป.ป.ช. จึงอยากให้รัฐบาลเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติรัฐมากกว่า คณะกรรมการชุดนี้ไม่มีความจำเป็นตั้งแต่ต้น เพราะมีหลักนิติรัฐที่เป็นกลไกที่ทำงานอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา น่าจะซื้อเวลามากกว่า ซึ่งนายคณิตก็รับฟัง

"ผมเสนอแนะนายคณิตว่า ควรใช้คณะกรรม การชุดนี้หาเหตุที่แท้จริงของปัญหาที่เกิดขึ้น หากอยากจะหาเหตุปรองดองตามชื่อคณะกรรมการ ง่ายนิดเดียว ให้คืนเงินพ.ต.ท.ทักษิณ 4 หมื่นล้านและอนุญาตให้เขากลับเมืองไทย รับรองปรองดองแน่ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงตรงนี้เท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าคนไทยจะยอมรับได้หรือไม่ ถ้าคนไทยเกือบ 60 ล้านคนเห็นด้วยว่าจะทำแบบนี้ ผมจะประกาศไม่เห็นด้วย และเดินทางออกจากประ เทศไทยทันที" นายสนธิ กล่าว

-เทือกชี้คนคิดร้ายยังไม่หยุด

เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และผอ.ศอฉ.กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุระเบิดบ่อยครั้งที่เกิดขึ้นระยะนี้ เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า รู้สึกหนักใจที่ต้องยืนยันทุกวัน แต่จะยืนยันต่อไปว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องสร้างสถานการณ์ ตรงข้ามรัฐบาลมีหน้าที่ดูและรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทำให้สังคมอยู่อย่างสันติสุข การจะตั้งข้อสงสัยหรือกล่าวหาว่าตนหรือรัฐบาลสร้างสถานการณ์ ขอบอกว่าบาปเปล่าๆ ที่คิดอย่างนั้น ตนและรัฐบาลไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างนั้น ความปรารถนาสูงสุดทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข ไม่ต้องหวาดผวากับเหตุการณ์ร้าย

ผู้สื่อข่าวถามว่าในการประชุมศอฉ. บช.น. รายงานความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง นายสุเทพกล่าวว่า ติดตามสถานการณ์ทั้งประเทศ และยังเห็นว่าขบวนการของคนที่คิดร้ายกับบ้านเมืองยังไม่หยุด ยังพยายามก่อหวอด ก่อเหตุร้ายอยู่ตลอด ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อถามว่าหากสถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย จะกระทบกับภาพรวมของประเทศ รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทุ่มเทสรรพกำลังทุกอย่าง เพื่อดูแลคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้

-ไม่ยอมรับใต้ดินเคลื่อนแล้ว

เมื่อถามว่าขณะนี้ระบุได้หรือไม่ว่า กลุ่มใต้ดินเริ่มเคลื่อนไหวปฏิบัติการแล้ว รองนายกฯกล่าวว่า คงไม่บอกอย่างนั้น แต่มีหน้าที่ดูแลทุกอย่างตามกฎหมาย เมื่อมีเหตุร้ายขึ้นเราก็ดำเนินคดี อย่างกรณีเกิดเหตุระเบิดที่พรรคภูมิใจไทย มีความก้าวหน้ามาตามลำดับ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยตามที่พยานหลักฐานบ่งบอกเอาไว้ เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายความจริงจะปรากฏชัดเจนมากขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นเราจะได้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นขบวนการไหนอย่างไร ถ้าพูดก่อนเดี๋ยวจะกลายเป็นใส่ร้าย เมื่อถามว่าผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นการ์ดนปช.ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้นหรือไม่ นายุสเทพ กล่าวว่า จะเป็นอะไรก็ว่าตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่ารัฐบาลมองอย่างไร ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนครบกำหนดต่ออายุวันที่ 7 ก.ค.นี้ นายสุเทพ กล่าวว่า อธิบายแทนคงเสื้อแดงไม่ได้ ต้องให้สังคมติด ตามตรวจสอบดูเอง ส่วนการต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ตนพิจารณาและติดตามสถานการณ์ทุกเรื่อง ถึงจะไม่มีเหตุระเบิดเราก็ติดตามสถานการณ์ทั้งหมดอยู่แล้ว

-ยันตัวเองนิยมประชาธิปไตย

ส่วนนายกฯระบุว่าอาจยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางจังหวัดนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่ต้องรอดูการประเมินสถานการณ์จากฝ่ายต่างๆ ซึ่งศอฉ.จะรวบรวมและมาพิจาร ณาในที่ประชุม เมื่อได้ผลสรุปจะนำเสนอครม. ต่อไป เมื่อถามว่าศอฉ.ยังเป็นห่วงเรื่องอะไร นายสุเทพกล่าวว่า ขอให้คนไทยและสื่อมวลชนติด ตามสถานการณ์ จะได้ทราบว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร ขอให้นึกเสมอว่าบ้านเมืองเป็นของเราทุกคน และสิ่งที่รัฐบาลทำนั้น เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของบ้านเมือง ไม่สนใจเสียงวิจารณ์หรือตั้งข้อสงสัย รัฐบาลจะทำหน้าที่ต่อไป

เมื่อถามว่าฝ่ายรัฐบาลและศอฉ.ยังต้องการคงอำนาจพิเศษ ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปเรื่อยๆ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนเป็นนักการเมืองที่มาจากระบอบการเลือกตั้ง และอยู่ในระบอบประชาธิปไตยมากว่า 30 ปี มั่นใจในระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ไม่คิดฝักใฝ่ในเรื่องอื่น ไม่เคยใช้เงินทองอิทธิพลไปจ้างวานกะเกณฑ์สมุนบริวารมาทำร้ายบ้านเมืองประเทศไทย ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ตนยังยืนยันว่าเป็นพวกนิยมประชาธิปไตย ข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัย ก็เป็นเรื่องของคนที่จะคิดกันไป แต่ข้อเท็จจริงมีปรากฏชัดเจน

-ป๊อกเผยศอฉ.ถอนทหารแล้ว

เวลา 08.30 น. ที่กองการบินกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ก่อนลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงเหตุระเบิดที่พรรคภูมิใจไทย และในพื้นที่ต่างจังหวัดว่า เป็นเรื่องของตำรวจจะต้องดูแล เพราะเป็นความรับผิดชอบของตำรวจ ส่วนศอฉ.ได้ถอนกำลังทหารไปเกือบหมดแล้ว จะเหลือกำลังทหารอยู่ประจำสถานที่สำคัญและสถานที่ที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนพื้นที่ในเขตกทม. 50 เขต มีตำรวจดูแลอยู่แล้ว ขณะนี้ตำรวจพยา ยามสืบสวนสอบสวนการเคลื่อนไหวของส่วนนี้อยู่ ขณะเดียวกัน ศอฉ.จะต้องประเมินสถาน การณ์ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร หากเราดูแลในพื้นที่ กทม.เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ เราทราบจากการสืบสวนในขั้นต้นว่า ระเบิดที่หน้าพรรคภูมิใจไทยมาจากต่างจังหวัด ดังนั้นจะเห็นว่า กลไกดูแลความสงบเรียบร้อยในการป้องกันเรื่องนี้ต้องช่วยกันทุกพื้นที่ เพราะมันเป็นวงจร และมีการขนย้ายเข้ามาในกทม.ด้วย

เมื่อถามว่าเหตุระเบิดเชื่อมโยงกับแกนนำที่ ยังหลบหนีอยู่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องให้คนที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนจับกุมจากพยานหลักฐาน หากได้พยานหลักฐานและพยาน บุคคลว่าเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นด้านการข่าวหรือการติดต่อสื่อสารก็ต้องว่ากันไป หากจะถามตนว่าเป็นการเชื่อมโยงหรือไม่ มันเป็นเพียงการประเมินเท่านั้น จะต้องให้เจ้าหน้าที่ดูแลเองดีกว่า

-ไม่มีเหตุผลปั่นสถานการณ์เอง

เมื่อถามว่าเน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่าง จังหวัดอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ปกติเขาทำงานกันอยู่ วันนี้ ศอฉ.จะประชุมและคงเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ เช่น ตำรวจหรือระดับท้องถิ่น หรือกทม. ช่วยกันดูแล แต่ตนคงไม่เอาทหารออกมายืนรักษาความปลอดภัยเหมือนที่ผ่านมา เพราะไม่เหมาะสม ต้องให้เจ้าหน้าที่ปกติทำไปก่อน แต่หากประเมินแล้วว่าจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติม ต้องว่ากันอีกทีว่าจะให้เจ้าหน้าที่ทำอย่างไรบ้าง เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวจะมีการลอบทำร้ายบุคคลสำคัญของประเทศ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนเพิ่งได้ยินจากผู้สื่อข่าว และด้านการข่าวยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้

เมื่อถามว่าศอฉ.ระบุหากยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ทุกส่วน ตอนนี้เราใช้เจ้าหน้าที่ปกติดูแลอยู่ หากมีเหตุอะไรขึ้น มาตรการต่างๆ ต้องมีเพิ่มเติม และต้องคิดว่าใครจะมาช่วยทำในส่วนนั้น และจะใช้เจ้าหน้าที่ส่วนใด หากคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ทหารสามารถช่วยได้

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุระเบิด เป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายรัฐ เพื่อคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า อยากให้สังคมพิจารณา ตนไม่ทราบว่าใครต้นคิดว่าถ้าสร้างสถานการณ์จะต้องคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ อยากให้นั่งคิดดูว่า หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผลกระทบอันดับแรก คือ เจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องรับผิดชอบ คือรัฐบาล และศอฉ. บุคคลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือสังคม และประชาชน ตนยังมองไม่เห็นเหตุผลว่าจะไปสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความลำบากกับรัฐบาล หรือศอฉ.เพื่อสิ่งใด มีเหตุผลต่างๆ มากที่จะคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ส่วนการเตรียมพร้อมดูแลความปลอดภัยในช่วงเลือกตั้งซ่อมนั้น ปกติเป็นหน้าที่ของตำรวจ แต่หากกกต. ร้องขอมาเราสามารถจัดกำลังไปสนับ สนุนได้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการพูดถึง

-โต้จตุพรเปล่าเพิ่มสไนเปอร์

เมื่อถามถึงนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ระบุกองทัพเอาพลแม่นปืนสไนเปอร์มาประจำการไว้ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) จำนวน 20 คน พล.อ. อนุพงษ์ กล่าวว่า กำลังพลที่สังคมเรียกว่าพลแม่นปืนนั้น หน่วยรบทุกหน่วยมีพลแม่นปืนอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปเอาจากที่ไหนมาเพิ่ม และที่ ร.11 รอ.หรือกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) หรือทุกกรมทหารราบ จะมีพลแม่นปืนประจำการไว้ทั้งหมด รวมถึงทหารม้าเราก็มีกำลังพลที่ได้รับการฝึกฝนเรื่องการใช้อาวุธ มีทุกอย่างครบหมด เราไม่จำเป็นต้องยกจากที่ไหนมา ทั้งนี้ กองทัพไม่เคยสั่งการเอาพลแม่นปืนหรือไม่ได้โยกพลแม่นปืนมาจากที่ไหน หรือมาไว้ที่ไหน ตนไม่เคยได้สั่งการ ถ้าใครคิดว่ามีที่ไหน จะต้องทราบเอาไว้ว่าตนไม่ได้สั่งการ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนปรองดอง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เราต้องยอมรับว่าแผนปรองดองจะทำให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าในทุกประเด็น ซึ่งเรื่องนี้ รมว.กลา โหม ได้สั่งการเรื่องรายละเอียดในเรื่องความ ปรองดองทุกข้อ ซึ่งการประชุมในครั้งต่อไป กอง ทัพบกคงจะเน้นย้ำกับกำลังพลในเรื่องนี้ คิดว่าเขาคงทำกันอยู่แล้วในบางส่วน เพียงแต่ว่าเราเข้า ไปจัดระเบียบ และทำให้ผลในการปฏิบัติมันมีกรอบที่ชัดเจนขึ้น

-ป้อมก็โต้สร้างสถานการณ์

เวลา 10.00 น. ที่องค์การสงเคราะห์ทหาร ผ่านศึก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลา โหม ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุระเบิดที่พรรคภูมิใจไทย และในพื้นที่ต่างจังหวัดว่า ตำรวจพยายามติดตามอยู่ ขณะนี้สถานการณ์ไม่ค่อยเรียบร้อย และไม่ค่อยสงบ เพราะยังมีความคิดทำให้เกิดเรื่องไม่เรียบร้อยในบ้านเมือง ขอให้เป็นเรื่องตำรวจ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงต้องดูแลในภาพรวมทั้งหมด ทั้งนี้ ยังไม่จำเป็นต้องให้ทหารเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อย เพราะตำรวจยังคงดูแลได้และติดตามอยู่ในทุกเรื่อง

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐสร้างสถานการณ์เพื่อต้องการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ไม่รู้จะสร้างสถานการณ์ทำไม เพราะรัฐบาลต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และอยากให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า เมื่อถามว่าพรรคการเมืองมีการขอกำลังไปดูแลรักษาความปลอดภัยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ถ้าขอ คงเป็นทางตำรวจ คงไม่ใช้กำลังทหาร ส่วนการรักษาความปลอด ภัยในช่วงเลือกตั้งซ่อม เป็นหน้าที่ของตำรวจเช่นกัน คงไม่จำเป็นต้องส่งทหารเข้าไปดูแล และคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง

-เสธ.ทบ.กลัวเลิกพ.ร.ก.แล้ววุ่น

เมื่อถามถึงนายจตุพร ระบุมีการนำพลแม่นปืนสไนเปอร์มาประจำอยู่ใน ร.11 รอ. พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี สไนเปอร์ ขนาดใช้ธรรมดายังไม่อยากใช้เลย ใช้สไนเปอร์คงไม่ใช่ ความจริงก็คือความจริง เรื่องข้อมูลนั้นขึ้นอยู่กับคนที่ได้มา แต่ยืนยันว่าไม่มี เพราะเราไม่ได้คิดร้ายอะไร และไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไร เราไม่ห่วงว่าประชาชนจะเข้าใจผิด เพราะคิดว่าประชา ชนมีวิจารณญาณดูว่าข่าวไหนน่าเชื่อถือและข่าวไหนไม่น่าเชื่อถือ เมื่อถามว่าจะฟ้องนายจุตพรหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้จะฟ้องไปทำไม อีกอย่างหนึ่งคือไม่ใช่เรื่องจริง ซึ่งสังคมจะตัดสินนายจตุพรเอง

พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. กล่าวถึงการพิจารณาประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ต้องรอศอฉ.เสนอในที่ประชุมครม.วันที่ 6 ก.ค. ซึ่งจะเป็นวันใกล้ครบกำหนดการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยขณะนี้ฝ่ายการข่าวก็ประเมินอยู่ตลอดเวลา และพร้อมรับฟังข้อมูลจากทางจังหวัดว่ามีความพร้อมยกเลิกพ.ร.ก.เพียงใด อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจจะเป็นอำนาจของศอฉ. เพราะเราต้องประเมินหลายด้าน ไม่อยากให้ยกเลิกไปแล้วเกิดสถานการณ์รุนแรง ก็จะลำบาก เพราะหากยกเลิกแล้วประกาศใหม่ภาพก็ออกมาไม่ดี หากประกาศอีกต้องมีเหตุอันควร แล้วยังจะเกิดภาพกลับไปกลับมา แม้ศอฉ.อยากประกาศยกเลิกการใช้พ.ร.ก. ต้องดูให้ละเอียดรอบคอบ และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วย ทั้งนี้คิดว่าวันที่ 6 ก.ค. คงมีการยกเลิกในพื้นที่ที่เกิดความสงบแล้ว แต่ในกทม.อาจต้องคงพ.ร.ก.เอาไว้ก่อน

-อำนวยแถลง-รีโมตกดบึ้มภท.

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่บก.ทบ. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. แถลงผลการประชุมศอฉ.ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานเหตุระเบิดที่พรรคภูมิใจไทยให้กับศอฉ.ได้รับทราบ ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีคนบางกลุ่มไปขยายความว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อต้องการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงมีการบอกว่าเป็นเรื่องของสุนัขเล่นกับลิง ซึ่งตนเกิดมาก็ไม่เคยเห็นสุนัขเล่นกับลิงเป็นอย่างไร แต่คงจะเป็นเรื่องของความไร้สาระ แต่เป็นเรื่องเก่งกับเฮง เพราะหนึ่งในคนร้ายที่ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บ จึงทำให้ตำรวจรู้เบาะแสและทิศทางคนร้าย ซึ่งพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าไปดำเนินการ ทำ ให้คดีนี้มีความชัดเจนมาก และเราได้ตัวคนร้าย 3 คนครบแล้ว ตนไปสอบสวนด้วยตนเอง

พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า คนร้ายมาจากแหลมฉบังทั้ง 3 คน มาผสมกับคนร้ายอีก 4 คนที่เป็นผู้ประกอบวัตถุระเบิดที่โชคชัย 4 ซึ่งใช้ระเบิดประกอบถังแก๊ส 2 ถัง เพื่อมาก่อเหตุที่หน้าพรรคภูมิใจไทย และเมื่อก่อเหตุที่หน้าพรรคภูมิใจไทยแล้วไม่สำเร็จ คนร้ายก็นำถังแก๊สอีกถังไปทิ้งที่รามอินทรา 81 โดยที่พรรคภูมิใจไทย เป็นการปลอมเป็นคนขายเงาะนำรถมาเร่ขาย ซึ่งต้องการก่อเหตุหน้าพรรค แล้วใช้การกดรีโมตคอนโทรล โดยมีคนร้ายนั่งอยู่ในรถโตโยต้ายาริสเพื่อกดรีโมต แต่เมื่อกดรีโมตแล้วปรากฏว่าระเบิดไม่ทำงาน คนร้ายในรถจึงสั่งการให้คนร้ายที่เร่ขายเงาะเข็นรถไปซอยข้างพรรค แล้วปรับวงจรดูว่ามีปัญหาอะไร ซึ่งระหว่างที่คนร้ายใช้มือกดแผงวงจร จึงเกิดระเบิดขึ้นมา

-ลงมือของจริง-โทษถึงประหาร

พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า กลุ่มคนร้ายรับสารภาพว่าเป็นแนวร่วมคนเสื้อแดงทั้ง 3 คน ซึ่งจากการสอบสวนแล้ว ได้ขอออกหมายจับต่อศาลอีก 4 คน ซึ่งหลักฐานไม่เพียงคำสารภาพ แต่ยังมีจากกล้องวงจรปิด ทั้งแยกเกษตรและที

เครดิต :
เครดิต : เนื้อหาข่าว คุณภาพดี หนังสือพิมพ์ข่าวสด


ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์