ถอดแอร์-ปิดร้าน โอเกะเผ่น เหยื่อโผล่อีก-5หมื่น

สภาพร้านเมโลดี้ คาราโอเกะ ริมถนนงามวงศ์วาน ที่คิดราคามหาโหดปิดร้านหนีโดยถอดแอร์ไปจนหมด (ภาพเล็ก)นายประยูร พงษ์ประยูร เข้แจ้งความ
สภาพร้านเมโลดี้ คาราโอเกะ ริมถนนงามวงศ์วาน ที่คิดราคามหาโหดปิดร้านหนีโดยถอดแอร์ไปจนหมด (ภาพเล็ก)นายประยูร พงษ์ประยูร เข้แจ้งความ



สอบปากคำแล้ว มาม่า ซัง-เด็กเสิร์ฟ3พนักงาน "เมโลดี้" คาราโอเกะแพงมหาโหด ยอมรับรุมล้อมเหยื่อจริง แต่เพียงแค่ทวงเงินค่าบริการเท่านั้น โดยไม่มีเจตนาข่มขู่หรือต้องการทำร้ายแต่อย่างใด ตร.แจ้งข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ เตรียมเรียกผจก.ร้านมารับทราบข้อกล่าวหาไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ล่าสุดเหยื่อโผล่อีกรายมาร้องตร. เผยนั่ง 4 ช.ม.โดนไปเกือบ 5 หมื่น สุดท้ายต่อรองเหลือ 1.5 หมื่นจึงได้ออกจากร้าน สคบ.ยันต้องตามตัวผจก.ร้านมาเจรจาให้ได้ เพื่อเรียกเงินคืนให้กับผู้เสียหาย หากไม่มาพบอีกก็จะแจ้งความดำเนินคดี

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 ต.ค. ที่ สน. ประชาชื่น พ.ต.อ.กิตติคุณ พูลสมบัติ ผกก.สน. ประชาชื่น กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี ร.ต.ต.อัฏ ฐะพันธ์ ใจเที่ยง อายุ 42 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ และน.ส.อารีวรรณ สาธรรม อายุ 43 ปี แฟนสาว เข้าแจ้งความร้องทุกข์กรณีถูกร้าน "เมโลดี้" คาราโอเกะย่านงามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ เรียกเก็บค่าบริการแพงเกินเหตุ เป็นจำนวนเงินกว่า 30,000 บาท ทั้งยังข่มขู่ไม่ยอมให้ออกจากร้านหากไม่จ่ายเงินว่า เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา ทางพนักงานสอบสวนเรียกตัวนายธนากร ไปป่า อายุ 27 ปี, นายอำไพ นามใน อายุ 22 ปี และน.ส.รัชนี ดัสดีทอง อายุ 28 ปี เป็นพนักงานของร้านคาราโอเกะ มาสอบปากคำ


เบื้องต้นทั้งหมดให้การว่า ในคืนวันเกิดเหตุพวกตนเข้าไปรุมล้อมผู้เสียหายจริง เพื่อต้องการทวงค่าบริการเท่านั้น โดยไม่มีเจตนาข่มขู่หรือต้องการจะทำร้ายแต่อย่างใด จากนั้นผู้เสียหายก็ให้บัตรเดบิตวีซ่า ไปรูดเงินมาให้จำนวน 8,000 บาท ก่อนจะปล่อยตัวผู้เสียหายไป จากการสอบสวนเบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์กับพนักงานร้านคาราโอเกะทั้ง 3 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม ก่อนส่งสำนวนฟ้องดำเนินคดี


พ.ต.อ.กิตติคุณกล่าวต่อว่า ในส่วนของร้านคาราโอเกะดังกล่าว จากการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ พนักงานสอบสวนก็เชิญตัวนายอภิเชษฐ์ ทวีลาภ ผู้จัดการร้าน มารับทราบข้อกล่าวหาเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับราคาค่าอาหารที่ทางร้านคิดเกินราคานั้น ขณะนี้ก็ทำหนังสือถึง สคบ.เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบ เนื่อง จากทางเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องนี้


ต่อมาเวลา 14.00 น. นายประยูร พงษ์ประยูร อายุ 40 ปี ตำแหน่งผู้จัดการแผนกธุรการ ห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.ประกอบ อินทร์เกศ พงส.(สบ 1) สน.ประชาชื่น เพื่อแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับร้านเมโลดี้ คาราโอเกะ โดยถือเป็นเหยื่ออีกคนที่ถูกทางร้านคิดค่าบริการแพงกว่าความจริง เจ้าหน้าที่จึงสอบปากคำไว้เป็นหลักฐาน


นายประยูรกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 22.00 น. ตนกับน้องชายเข้าไปนั่งดื่มกินกันที่ร้านดังกล่าว โดยมีมาม่าซังพาขึ้นไปนั่งที่ห้องวีไอพี ชั้นที่ 2 จากนั้นก็สั่งเหล้า 1 ขวด พร้อมมิกเซอร์ ก่อนจะเรียกเด็กดริงก์มา 2 คน พร้อมกับสั่งลูกอมมา 1 จาน จากนั้นก็นั่งร้องเพลงไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็มีเด็กดริงก์สลับกันเข้ามาในห้องโดยบอกกับตนว่าขอเข้ามานั่งทานผลไม้เฉยๆ โดยที่ไม่ขอค่าดริงก์ ตนก็ไม่ได้คิดอะไรจึงให้เข้ามานั่งได้


จนเวลาผ่านไปประมาณ 02.00 น. เด็กเสิร์ฟก็บอกว่าเหล้าจะหมดแล้วต้องการสั่งอีกขวดไหม ตนก็บอกว่าทานเหล้าไม่เก่ง แต่เอามาอีกขวดก็ได้แต่เป็นขวดที่ 2 ใช่หรือเปล่า เด็กเสิร์ฟตอบกลับมาว่าไม่ใช่ครับพี่ เป็นขวดที่ 3 แล้ว ตนจึงแปลกใจเพราะจำได้ว่าเพิ่งนั่งดื่มไปแค่ขวดเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นจึงหันไปมองดูที่ข้างๆ โต๊ะก็พบว่ามีลังที่ใส่มิกเซอร์วางอยู่ 3-4 ลัง และทุกขวดก็เปิดฝาออกหมดแล้ว ตนเห็นท่าไม่ดีจึงเรียกเช็กบิล ก็ปรากฏว่าเด็กเสิร์ฟนำบิลมาให้เป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ มีเพียงตัวเลขราคาเขียนว่า 47,000 บาท และไม่มีการลงรายละเอียดในส่วนค่าใช้บริการใดๆ เลย ตนถึงกับอึ้งว่าทำไมถึงแพงอย่างนี้


นายประยูรกล่าวอีกว่า จากนั้นตนจึงเรียกมาม่าซังมาพูดคุยเพื่อต่อรองราคา มาม่าซังก็ลดให้เพียง 1 หมื่นบาท แต่ก็ยังแพงอยู่ดี ตนจึงเริ่มโวยวายและเรียกผู้จัดการร้านเข้ามาต่อรองราคาอีกครั้ง ระหว่างนั้นก็มีพนักงานชาย 4-5 คนเข้ามาในห้องยืนกันไม่ให้ตนออกไป หลังจากนั้นตนจึงต่อรองราคาเหลือ 15,000 บาท แต่ทางผู้จัดการร้านก็ตอบว่าไม่ได้ ตนจึงอ้างว่ารู้จักกับนายตำรวจคนหนึ่งใน สน.ประชาชื่น จะขอออกไปโทร ศัพท์หา ทางผู้จัดการร้านก็มีท่าทีอ่อนลงและยอมให้ออกมาโทรศัพท์ ระหว่างนั้นตนก็แกล้งคุยโทรศัพท์คนเดียวโดยที่พนักงานร้านไม่ทราบ จากนั้นก็กลับเข้ามาพูดคุยกับผู้จัดการร้านอีกทีเพื่อต่อรองราคา


ระหว่างนั้นก็ต่อรองราคาจนจบลงที่ 25,000 บาท เพราะดึกมาแล้วและเป็นห่วงรถยนต์ที่กุญแจอยู่กับพนักงานรับรถ เกรงว่าจะได้รับอันตราย จึงยอมจ่ายเงินค่าบริการที่ตกลงกันไว้ ก่อนที่ทางร้านจะปล่อยตัวตนและน้องชายออกมา ระหว่างที่กำลังออกจากร้านพวกเด็กนั่งดริงก์ที่ร้านยังมาพูดขึ้นว่า ก่อนหน้านี้ยังมีลูกค้ามานั่งกินหมดไปเป็นแสนเขายังยอมจ่ายเลย หลังตนออกจากร้านกลับบ้านก็ไม่กล้าเข้ามาแจ้งความเนื่องจากเกิดความอับอายและเกรงว่าจะถูกเยาะเย้ย จนทราบข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันและเป็นร้านเดียวกัน จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความ


วันเดัยวกันที่ บช.น. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. เปิดเผยกรณีร้านเมโลดี้ คาราโอเกะคิดค่าบริการมหาโหดว่า มาตรการที่เราออกตรวจอยู่เวลานี้ก็ให้นโยบายไปดูในเรื่องเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะร้านที่ไม่ได้รับใบอนุญาต เที่ยงคืนร้านที่ไม่มีใบอนุญาตจะต้องปิด ปัญหาคือการฝ่าฝืนมีโทษไม่สูง ส่วนใหญ่ไม่ขอใบอนุญาต ใช้วิธีเลี่ยงเปิดเป็นร้านอาหารแทน เมื่อจับวันนี้พรุ่งนี้เขาก็เปิดได้อีก จะเรียกฝ่ายอำนวยการมาหารือในเรื่องนี้ดูในมาตรการต่างๆ เรื่องปัญหาข้อกฎหมาย เช่น คำสั่งคณะปฏิวัติปี พ.ศ.2515 ก็ยังนำมาบังคับใช้อยู่ ในส่วนของ บช.น. มอบหมายให้ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รับผิดชอบดูแลปราบอบายมุขในภาพรวมทั้งหมด ส่วน พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รับผิดชอบดูแลชุดเฉพาะกิจปราบปรามอบายมุข ส่วนในเรื่องการกวดขันดูแลเปิด-ปิดสถานบริการ มอบให้ พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รับผิดชอบ


เมื่อเวลา 15.30 น. ที่บก.ปคบ. พล.ต.ต. จตุรงค์ ภุมรินทร์ ผบก.ปคบ. และนายนพปฏล เมฆเมฆา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือสคบ. แถลงข่าวกรณีร้าน "เมโลดี้ คาราโอเกะ" ที่มีการคิดค่าอาหารและเครื่องดื่มแพงเกินกว่าความเป็นจริงว่า คดีนี้ทางบก.ปคบ.ติดตามเรื่องมาตลอดและมีการประสานข้อมูลกับพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น การดำเนินคดีอาญาทาง สน.ประชาชื่น จะดำเนินการ ส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ทาง บก.ปคบ. และ สคบ.จะรับมาดำเนินการทั้งหมด


พล.ต.ต.จตุรงค์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสั่งการให้ พ.ต.อ.การุณ บัวเผื่อน ผกก.1 บก.ปคบ. นำกำลังเข้าตรวจค้นร้านดังกล่าวมาแล้ว 2 วัน แต่พบว่าปิดให้บริการและยังไม่พบตัวเจ้าของร้าน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะต้องติดตามตัวเจ้าของร้านแห่งนี้มาเจรจาให้ได้ โดยเรื่องการคิดราคาสินค้าและบริการที่ไม่เป็นธรรมนี้เข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 28 ที่กำหนดให้ผู้จำหน่ายสินค้าหรือบริการแสดงราคาสินค้าและบริการ มีกำหนดโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้ก็จะต้องสอบสวนด้วยว่าเข้าข่ายความผิดในมาตรา 29 ที่ระบุว่าห้ามผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใดๆ โดยจงใจที่จะทำให้ราคาสูงเกินสมควร หรือไม่ โดยข้อหานี้มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ด้านนายนพปฏลกล่าวว่า ทาง สคบ.รับการร้องเรียนจากร.ต.ต.อัฏฐะพันธ์ไว้แล้ว ส่วนการช่วยเหลือคือการออกติดตามตัวเจ้าของร้านคู่กรณีมาไกล่เกลี่ย เพื่อเรียกเงินคืนให้กับผู้เสียหาย เบื้องต้นประสานกับทางบก.ปคบ.กำหนดว่าจะต้องติดตามตัวให้ได้ภายในวันที่ 26 ต.ค. หากเจ้าของร้านยังไม่มาพบอีกก็จะดำเนินการแทนผู้เสียหายคือแจ้งความดำเนินคดีกันต่อไป ขอเรียนย้ำว่ากรณีแบบนี้ทาง สคบ.ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน หากผู้บริโภครายใดคิดว่าตนเองถูกละเมิดสิทธิก็สามารถเข้าร้องเรียนได้ อย่าคิดว่าการถูกเอาเปรียบนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องของเวรกรรมที่จะปล่อยให้มันผ่านไปง่ายๆ


และเมื่อเวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบที่ร้าน "เมโลดี้ คาราโอเกะ" พบว่าร้านดังกล่าวปิดบริการไปแล้ว โดยสังเกตเห็นว่าช่องหน้าต่างที่เคยติดแอร์ทุกชั้นถูกถอดออกไปหมด จากการสอบถามชาวบ้านแถวนั้นทราบว่า เห็นช่างมารื้อถอดแอร์ตั้งแต่ช่วงสาย อีกทั้งไม่เห็นมีใครเข้าออกนอกจากช่างและเด็กที่มาเฝ้าตึกอยู่เพื่อดูแลการขนย้ายของ โดยที่หน้าร้านจะเปิดแผงเหล็กไว้ประมาณครึ่งเมตร เพื่อไว้เรียกติดต่อกับคนด้านใน


ส่วนความคืบหน้ากรณีนายหนึ่ง (นามสมมติ) นักศึกษาสถาบันมีชื่อ ที่ถูกคาราโอเกะ "วีคลับ" เมืองเชียงใหม่เรียกเก็บเงินราคาโหดถึง 2 หมื่นบาท เหยื่อโอเกะเปิดเผยว่า ร้านวีคลับแห่งนี้ตนไปเที่ยว 3 ครั้ง ครั้งแรกมีคนเลี้ยง ครั้งที่ 2 น.ส. หวาน หญิงบริการในร้านเป็นคนเลี้ยง และครั้งที่ 3 น.ส.หวานขับรถมารับไปจนมีการเรียกค่าดื่มกินกว่า 2 หมื่นบาท


นายหนึ่งกล่าวต่อว่า หากเงินเป็นที่ไม่พอใจ ร้านวีคลับแห่งนี้จะยึดทรัพย์สินของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ สร้อย โทรศัพท์ และจะเลือกเหยื่อ หากขับรถเก๋งมาก็จะบริการให้ดีและรุมตอม มีเหยื่อหลายรายที่ถูกคิดราคาแพง


วันเดียวกัน นายสืบพงษ์ เหนะ ผู้จัดการร้านวีคลับคาราโอเกะ ชี้แจ้งว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง โดยเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างร้านกับทางนักศึกษาที่เข้ามาเที่ยวที่ร้าน โดยติดมาม่าซังและนำสุรามาดื่มจนหมด จากนั้นเปิดเมมเบอร์ หลัง เช็กบิลออกมาพบว่าเป็นเงิน 2 หมื่นกว่าบาท


นายสืบพงษ์กล่าวต่อว่า ความจริงหลังเช็กบิลออกมาไม่ใช่ค่าอาหารอย่างเดียว แต่เป็นค่าเมม เบอร์ที่เปิดอีกด้วย แต่เมื่อไม่มีเงินจ่ายจึงเรียกพ่อมาเคลียร์ ความจริงตนไม่เคยโทร.ไปข่มขู่ แต่กลับยังถูกอีกฝ่ายโทร.มาข่มขู่หาว่าเปิดร้านผิดกฎหมาย จะเอาตำรวจมาปิดร้าน เรื่องครั้งนั้นได้ยอมๆ กันไปเพื่อให้เรื่องจบลง กระทั่งมาเป็นข่าวขึ้น ความจริงจนถึงป่านนี้ตนยังไม่ได้เงินที่ติดค้างแต่อย่างใด


ขอขอบเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
ข่าวสด


เครดิต :
 

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์