สภาพอากาศเลวร้าย-กัปตัน จำเลยที่ต้องรอการพิสูจน์!

เทียบเหตุเครื่องบินตกที่สุราษฎร์ฯ 9 ปีก่อน กับล่าสุดที่ภูเก็ต พบ "ความเหมือน" อย่างน่าทึ่ง หลังกัปตันตกเป็น "จำเลย" เพราะลงจอดในสภาพอากาศอันเลวร้าย คดีเมื่อ 9 ปีก่อน ญาตินักบินฟ้องแพ่งผู้บริหารเรียก 130 ล้าน แต่คดีหลังยังต้องลุ้น


"ประเด็นที่มีความคล้ายคลึงกันอีกประการก็คือ"นักบิน" ของทั้งสองเหตุการณ์ต่างตกเป็น "จำเลย" ในโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น"


ช็อกความรู้สึกคนไทยไปทั้งประเทศสำหรับเหตุการณ์เครื่องบินสายการบินวันทูโกเที่ยวบินโอจี 269 กรุงเทพฯ-ภูเก็ต ซึ่งประสบอุบัติเหตุลื่นไถลออกนอกรันเวย์จนทำให้มีผู้เสียชีวิตในเบื้องต้น 89 คน จากผู้โดยสารทั้งลำ 123 คน นักบิน 2 คน และลูกเรืออีก 5 คน


ก่อนหน้านี้เมื่อ9 ปีก่อน วันที่ 11 ธันวาคม 2541 ก็เกิดเหตุการณ์ "เครื่องบินตก" ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 101 คน จากผู้โดยสารพร้อมเจ้าหน้าที่รวม 146 คน
 

เมื่อประมวลกันดีๆก็จะพบว่า ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีความ "เหมือน" อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะสภาพอากาศก่อนเกิดเหตุ และประเด็นการตัดสินใจของนักบิน!!

...เครื่องเอ็มดี-82 ของสายการบินวันทูโก ทะยานออกจากท่าอากาศยานดอนเมืองในเวลา14.30 น. วันที่ 16 กันยายน 2550 และไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตในเวลาประมาณ 15.55 น. 


ขณะที่เครื่องจะลงจอดได้มี"ฝนตก" ลงมาอย่างหนัก ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า

พอล้อเครื่องบินแตะรันเวย์ก็ลื่นไถลออกนอกรันเวย์ด้านขวาแล้วเสียหลักพุ่งชนเนินดินจนเครื่องขาดเป็นสองท่อน เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรงที่ส่วนหัว และท้ายทันที !!


...เครื่องแอร์บัส เอ 380 ของบริษัทการบินไทย ทะยานออกจากท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อเวลาประมาณ 17.40 น. วันที่ 11 ธันวาคม 2541 และเดินทางถึงสนามบินสุราษฎร์ธานี เมื่อเวลาประมาณ 19.10 น.ขณะที่เครื่องจะลงจอดสภาพอากาศเลวร้ายมากมี "พายุฝน" อย่างหนักเนื่องจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนจิล นักบินต้องนำเครื่องบินวนถึง 2 รอบ และเครื่องก็ประสบอุบัติเหตุตกลงในทุ่งนา ห่างจากสนามบินไปประมาณ 5 กิโลเมตร

เครื่องแอร์บัสเอ 380 พุ่งโหม่งโลกอย่างแรง ส่วนหัว และหางแตกกระจายเกลื่อน เครื่องขาดเป็นสองท่อน บริเวณจุดเกิดเหตุเป็นป่ายางสลับกับทุ่งนา มีดินเลน และน้ำท่วมขังทำให้การเข้าไปช่วยเหลือเป็นไปอย่างทุลักทุเล !!
 

สิ่งที่แตกต่างกันบ้างคือ สภาพที่เกิดเหตุของสนามบินนานาชาติภูเก็ตอยู่ใกล้รันเวย์ จึงทำให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างสะดวก และรวดเร็วกว่าเหตุการณ์เมื่อ 9 ปีก่อน แต่เมื่อเกิด"เพลิงไหม้" ขึ้นหลังจากเกิดเหตุไม่นานก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากเช่นกัน 


ประเด็นที่มีความคล้ายคลึงกันอีกประการก็คือ"นักบิน" ของทั้งสองเหตุการณ์ต่างตกเป็น"จำเลย" ในโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น...


โดยเมื่อ9 ปีก่อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารระดับสูงของสายการบินบางส่วน ระบุว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นคือปัจจัยที่เกิดจากตัวนักบิน


แต่ก็มีข้อมูลคัดง้างภายหลังว่า"ระบบนำร่อง" ของสนามบินสุราษฎร์ธานีไม่ทันสมัยเพียงพอ เนื่องจากมีการต่อเติมสนามบิน และทำการรื้อระบบนำร่องบางส่วนออกไปทำให้นักบินประสบปัญหาอย่างมากในการลงจอด บางกระแสก็ว่า"เครื่องบินเก่า" และมีปัญหาเชิงเทคนิคมานานแล้ว


ผลจากข้อพิพาทในครั้งนั้นทำให้ น.ท.หญิงรัชนีวรรณ เวชศิลป์ ภรรยาของ ร.อ.พินิจเวชศิลป์ อดีตกัปตันบริษัทการบินไทยในเที่ยวบินนั้นฟ้องผู้บริหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่บริษัทการบินไทยรวม 7 คน

โดยเรียกค่าเสียหายกว่า130 ล้านบาท เนื่องจากมีการแถลงต่อสื่อมวลชนว่า สาเหตุของเครื่องบินตกเกิดจากความผิดพลาดของนักบิน 
คดีนี้ขึ้นเบิกความนัดแรกเมื่อวันที่22 สิงหาคม 2549 และมีแนวโน้มที่จะต่อสู้คดีกันอีกยาว ส่วนคดีล่าสุดนี้เพิ่งเริ่มต้นและมีความต่างประการสำคัญ คือ นักบินของสายการบินวันทูโก "เสียชีวิต" ขณะปฏิบัติหน้าที่ ส่วนกัปตันของสายการบินไทย "รอดชีวิต" มาได้ต้องรอดูกันต่อไปว่าญาติๆของนักบินสัญชาติอินโดนีเซียจะฟ้องร้องใครหรือไม่ เพราะมีการให้สัมภาษณ์ในทำนองว่านักบิน "รั้น" ที่จะเอาเครื่องลงจอดทั้งที่สภาพอากาศเลวร้าย อีกทั้งตัวนักบินเองก็ดูเหมือนจะมั่นใจในความสามารถของตัวเองมากเกินไป


เครดิต :
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์