โลกตื่นประณามโจรป่วนใต้

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ส.ค.

พ.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.อ.บันนังสตา จ.ยะลา รับแจ้งมีคนถูกยิงเสียชีวิตและบาดเจ็บบนถนนสายบูลูกาเยาะ-บือซู หมู่ 5 บ้านบูลูกาเยาะ ต.บันนังสตา จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พบศพนางวนิดา มะยี อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100/2 หมู่ 5 บ้านกาโสก ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา ถูกยิงด้วยกระสุนปืน 9 มม. ที่ศีรษะและชายโครงขวารวม 2 นัด นอนตายอยู่ข้างรถ จยย.ฮอนด้า ดรีม สีดำ ทะเบียน กพท 278 ยะลา

ห่างไปเล็กน้อยพบร่างนางมะตาลาซง สาเมาะ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/1 หมู่บ้านเดียวกัน นอนฟุบจมกองเลือดเนื่องจากกระเด็นตกจากรถ จยย.ศีรษะกระแทกพื้นเป็นแผลแตกหมดสติ นำส่ง รพ.บันนังสตา เก็บปลอกกระสุนปืนได้ 2 ปลอก สอบสวนทราบว่าผู้ตายกับผู้บาดเจ็บนั่งซ้อนรถ จยย.จะไปกรีดยาง ถึงจุดเกิดเหตุถูก 2 คนร้ายขี่รถ จยย.ตามประกบยิงจนเสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว


ขณะเดียวกัน เมื่อช่วงเที่ยงคืนวันที่ 28 ส.ค.

พ.ต.อ.ภูมิเพ็ชร พิพัฒน์เพ็ชรภูมิ ผกก.สภ.อ.เมืองยะลา พร้อมกำลังชุดเฉพาะกิจ ศปก.ตร.สน.ยะลา จับกุมนายรุสลัน ยูนุ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ 2 ต.ปูโละ ปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี นักศึกษาสถาบันแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา และเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง ขณะเดินออกมาจากมัสยิดอาแบตือเบาะ หมู่ 10 ต.สะเตง-นอก อ.เมืองยะลา ค้นในตัวพบโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง บัตรเติมเงินโทรศัพท์มือถือ 8 ใบ ซิมการ์ด 3 อัน สมุด รายชื่อ 1 เล่ม แผ่นดิสก์และหนังสือปลุกระดมเรื่องแบ่งแยกดินแดนเป็นภาษายาวีอีก 3 ฉบับ คุมตัวกลับไปสอบสวนที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า จ.ยะลา (ศปก.ตร.สน.ยะลา)


ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา

ได้มีคนร้ายนำกล่องเหล็กบรรจุระเบิดแสวงเครื่องหนักประมาณ 5 กก. จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือไปวางทิ้งไว้หน้าปั๊ม น้ำมันเอสโซ่ ถนนพิพิธภักดี ในเขตเทศบาลนครยะลาแต่โชคดีระเบิดเกิดขัดข้อง เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้เอาไว้ได้อย่างปลอดภัย ตรวจสอบโทรศัพท์ที่ใช้เป็นตัวจุดชนวนพบว่ามีการโทรศัพท์เข้ามาในช่วงเกิดเหตุถึง 25 ครั้งเป็นหมายเลขเดียวกันหมด เมื่อตรวจเช็กผู้ใช้โทรศัพท์ หมายเลขดังกล่าวถึงรู้ว่าเป็นของนายรุสลัน ยูนุ จึงขออนุมัติ ออกหมายจับและติดตามตัวมาสอบสวน เบื้องต้นผู้ต้องหายังปฏิเสธ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานแน่นหนา คุมตัวไว้สอบสวนต่อไป
 

ส่วนที่ จ.นราธิวาส เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 28 ส.ค.

ขณะที่ ร.ต.ท.อรรถพล โพธิ์ทอง รอง สวป. สภ.อ. จะแนะ พร้อมกำลัง 12 นาย เสร็จจากการลาดตระเวนกำลังจะกลับโรงพัก โดยขับรถกระบะทะเบียนตราโล่มาตามถนนสายตันหยงมัส-ดุซงญอ ถึงบริเวณหมู่ 7 บ้านปาเซ ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ถูกกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบจำนวนที่ดักซุ่มอยู่ในป่าข้างทาง เปิดฉากยิงถล่มด้วยอาวุธสงครามนานาชนิด ทาง ร.ต.ท.อรรถพลจึงสั่ง กระจายกำลังยิงตอบโต้ พร้อมวิทยุขอกำลังสนับสนุนจาก สภ.อ.ระแงะ เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ และปักหลักยิงต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายอย่างดุเดือดนาน 15 นาที กลุ่มคนร้ายจึงล่าถอยไป

ผลจากการดวลปะทะ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงบาดเจ็บ 3 นาย คือ ส.ต.ต.บุญเลิศ บุตรสาน อายุ 27 ปี ถูกยิงที่ลำตัวและศีรษะ จ.ส.ต.ถนอม เหร็มดี อายุ 38 ปี ถูกยิงที่ชายโครงซ้ายและหัวไหล่ขวา ส่วน ส.ต.ต.สมพร กล้าหาญ อายุ 26 ปี ถูกยิงที่ขาขวาและหัวไหล่ขวา จึงรีบนำส่ง รพ.ระแงะ ก่อนส่งต่อไปรักษาที่ รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ แต่ ส.ต.ต.บุญเลิศทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา


ด้าน พ.ต.อ.ชลอ ยวนเกิด ผกก.สภ.อ.จะแนะ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของกลุ่มตำรวจที่ถูกซุ่มโจมตี และ พ.ต.อ.มาโนช อนันต์ฤทธิ์กุล ผกก.สภ.อ.ระแงะ เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ ได้นำกำลังรุดมาช่วยเหลือ และจัดชุดเฉพาะกิจร่วมกับกำลังทหารกระจายกำลังตรวจค้นจุดต้องสงสัยในพื้นที่ที่มีการยิงปะทะ สามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ได้ 2 คน นำตัวกลับไปสอบปากคำที่ ศปก.ตร.สน.ยะลาเพื่อขยายผลต่อไป
 

ส่วนที่ จ.ปัตตานี เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ส.ค.

พ.ต.ท.นฤชา สุวรรณลาภา รอง ผกก.ป.สภ.อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี รับแจ้งมีคนถูกยิงเสียชีวิตบนถนนสายเลียบคลองชลประทาน บ้านนาเกตุ-หนองครก หมู่ 4 ต.นาเกตุ รุดไปตรวจสอบพบศพนางไพจิตร นุ่นประดิษฐ์ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 153 หมู่ 6 ต.นาเกตุ นอนตายอยู่ข้างรถ จยย.ฮอนด้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่ล้มตะแคงอยู่ข้างทาง สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนสั้นไม่ทราบขนาดบริเวณศีรษะด้านขวา 1 นัด กระสุนฝังใน สอบสวนทราบว่ามีคนร้าย 2 คน ขี่รถ จยย.ฮอนด้าไม่ติดป้ายทะเบียนไล่ตามประกบยิงผู้ตายก่อนจะหลบหนีไป คาดเป็นการสร้างสถานการณ์รายวัน


สำหรับเหตุการณ์คนร้ายยิงนางเกศินี ทิมเทพ ครูโรงเรียนศาสนศึกษา ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เสียชีวิตขณะกำลังเดินเข้าประตูโรงเรียนเมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้โรงเรียนต้องหยุดสอนตั้งแต่ วันที่ 28-30 ส.ค. เพื่อไว้อาลัยให้กับนางเกศินี ซึ่งการกระทำของกลุ่มคนร้ายครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มนักเรียน คณะครูและประชาชนเป็นอย่างมาก


โดยเมื่อเวลา 13.30 น.

กลุ่มครูพร้อมนักเรียนนักศึกษาจากโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เกือบ 500 คน ได้รวมตัวกันทำพิธีละหมาดฮายัตเพื่อขอพรจากพระเจ้า ให้เกิดความสงบสันติสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมอธิษฐานขอพรให้กลุ่มที่สร้างความวุ่นวายก่อเหตุในพื้นที่ให้หยุดการกระทำดังกล่าวเพื่อให้ บ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากเสร็จพิธีละหมาดแล้ว กลุ่มนักเรียนได้รวมตัวกันถือแผ่นป้ายประท้วงและประณามการกระทำของกลุ่มคนร้ายที่สังหารนางเกศินีด้วย


ขณะเดียวกัน นายประสิทธิ์ หนูสุข ผอ.สพท.เขต 3 จ.ปัตตานี พร้อมคณะได้เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุคนร้ายลอบเผาอาคารเรียนของโรงเรียน 5 แห่งในพื้นที่ อ.สายบุรี และ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา ก่อนจะเปิดเผยว่า สิ่งที่ต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนคือการจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนการสอน เครื่องคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงห้องเรียนแทนส่วนที่ได้รับความเสียหาย สำหรับโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยก็เปิดเรียนตามปกติ ส่วนขวัญกำลังใจครูขณะนี้ก็มีบ้างที่เสียขวัญ เนื่องจากเกิดเหตุร้ายกับครูติดต่อกันถึง 2 ท่าน ในเวลาไล่เลี่ยกัน สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ อ.สายบุรี ขณะนี้ได้ปิดการเรียนการสอน จำนวน 7 แห่ง ส่วนโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้บริหารโรงเรียน ว่าจะปิดหรือไม่


ส่วนความคืบหน้าของคดีคนร้ายยิงนางเกศินี พล.ต.ต. ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผบก.ภ.จ.ปัตตานีเผยว่า

ได้เร่งรัดให้พนักงานสอบสวนหาพยานหลักฐานและสอบสวนพยาน เนื่องจากว่าช่วงเกิดเหตุมีพยานที่เห็นเหตุการณ์ หลายราย ส่วนกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุเชื่อเป็นแนวร่วมกลุ่มเดิมๆที่อยู่ในพื้นที่และเคยก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง เชื่อว่าจะได้เบาะแสของคนร้ายที่ก่อเหตุในไม่ช้า


ด้านคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีนางเกศินี ทิมเทพ ครูโรงเรียนศาสนศึกษา ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส ที่ถูกยิงเสียชีวิตว่า ครูเกศินีเป็นครูดีเด่น และเคยได้รับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังอยู่ในพื้นที่มานานเป็นที่รักใคร่ ของชาวบ้าน จึงมั่นใจในความปลอดภัย เป็นที่น่าสังเกตว่าระยะหลัง ใครที่เป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน มักจะตกเป็น เป้าหมายของผู้ก่อความไม่สงบ ได้กำชับไปยัง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วว่า ต้องคอยดูเป้าหมายของพวกที่ก่อความไม่สงบด้วย เพราะช่วงหลังมีการเปลี่ยนเป้าหมายออกไป และทางผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ให้ความสำคัญในจุดนี้เช่นกัน ส่วนการช่วยเหลือครอบครัวนางเกศินีนั้น จะมีเงินช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานรวมประมาณ 1 ล้านบาท ขณะที่บุตรสาวทั้ง 2 คนของนางเกศินี ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะให้ทุนการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี
 

คุณหญิงกษมากล่าวต่ออีกว่า

ในส่วนของมาตรการรักษาความปลอดภัยนั้น จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมอยู่ตลอด หากโรงเรียนที่ไม่มั่นใจในความปลอดภัย ก็สามารถหยุดเรียนได้ พร้อมกันนี้ สพฐ.ยังมอบอำนาจให้ ผอ.สพท.ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โยกย้ายให้ครูไปช่วยราชการได้ ไม่ว่าจะย้ายไปภายในหรือ ภายนอกเขตพื้นที่ฯก็ตาม โดยไม่ต้องทำเรื่องเข้ามาที่ส่วนกลาง ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็วและเพื่อความปลอดภัยของครูที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันเดียวกัน

ที่สนามหน้ากองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดยะลา ที่ 1 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา ได้มีพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมทบทวนยิงปืนให้กับสมาชิกกองร้อยอาสารักษาดินแดน ทั้งการใช้อาวุธปืนยาวและปืนสั้นให้กับสมาชิกอาสาสมัครรักษาดินแดนของจังหวัดยะลา โดยคัดเลือกมาอำเภอละ 4 นาย และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดยะลาที่ 1 อีก 15 นาย กองร้อยบังคับการและบริการอีก 3 นาย รวมทั้งสิ้น 50 นาย เริ่มฝึกอบรมตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.ถึงวันที่ 1 ก.ย.นี้
 

ด้านสำนักข่าวต่างประเทศอ้างรายงานหนา 104 หน้ากระดาษ ของกลุ่มเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรต์ วอตช์” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ อยู่ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระบุถึงสถานการณ์ รุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยคือ ยะลา นราธิวาสและปัตตานีว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ ได้ขยายเป้าหมายการโจมตีจากทหารและตำรวจมาเป็นกลุ่มพลเรือนมากขึ้น โดยระหว่างเดือน ม.ค.ปี 2547 ถึงเดือน ก.ค.ปี 2550 เกิดเหตุรุนแรงเกี่ยวข้องกับพลเรือนในพื้นที่มากกว่า 3,000 ครั้ง


ขณะที่เหตุโจมตีทหารและที่ตั้งทางทหาร หรือตำรวจและที่ตั้งของตำรวจ ถูกโจมตีราว 500 ครั้ง ส่วนความสูญเสียชีวิตมีมากกว่า 2,400 ราย เป็นชีวิตพลเรือนเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ จำนวนผู้บาดเจ็บราว 4,000 คน ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว จึงถูกระบุในรายงานฉบับนี้ว่า “ไม่มีใครปลอดภัย : กองกำลังติดอาวุธโจมตีพลเรือนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย” เป้าหมายของกองกำลังติดอาวุธเหล่านั้นคือ ขยายขีดความรุนแรง สร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ปฏิบัติการฆ่าหรือทำร้ายประชาชน รายวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงการเดินทางไปทำงาน ไปรับลูกหลานที่โรงเรียน ไปเลี้ยงสัตว์ ซื้อข้าวของเครื่องใช้ในตลาด หรือแม้กระทั่งรับประทานอาหารอยู่ตามร้านค้า

พื้นที่ก่อเหตุระเบิดคือแหล่งชุมนุมผู้คนจำนวนมาก
รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุอีกว่า

สันติภาพในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อาจต้องใช้เวลาสร้างอีกหลายปี เพราะกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ตั้งใจจะยอมวางอาวุธภายใน 3-5 ปี หลังจากแน่ชัดว่าสามารถมีผู้แทนเจรจาต่อรองทางการเมืองกับฝ่ายรัฐบาลได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น โดยยกข้ออ้างพื้นที่แถบชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ดินแดนของชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ แต่เป็นพื้นที่ “ความขัดแย้งด้านศาสนา” ซึ่งต้องมีการแบ่งชัดเจนระหว่างชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์กับพวก “นอกศาสนา”


นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการกลุ่ม “ฮิวแมน ไรต์ วอตช์” ประจำภูมิภาคเอเชีย ระบุความรุนแรงที่มีต่อพลเรือนในพื้นที่ จะยังถูกกลุ่มผู้พยายามแยกดินแดนใช้เป็นข้ออ้างขับไล่ชาวไทยพุทธออกนอกพื้นที่และครอบงำชาวมุสลิมเชื้อสายมาเลย์เอาไว้ ตลอดจนพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย โดยไม่สนใจการกระทำเหล่านั้นจะผิดกฎหมายหรือถูกต้องในแง่ศีลธรรมมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้จากจำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกสังหารตลอดช่วงเวลา 43 เดือนที่ผ่านมา มีเหยื่อถูกฆ่าตัดศีรษะอย่างน้อย 29 ราย นอกเหนือจากเหยื่อทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ ถูกคนร้ายใช้มีดสับเฉือนเสียชีวิตอีกมากกว่า 40 รายด้วย


เครดิต :
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์